ลักไก่ทัวร์
หน้าแรกลักไก่ทัวร์
โปรแกรมทัวร์
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ท่องทะเลไทย
เทศกาลทั่วไทย
บันทึกนักเดินทาง
บันทึกเปื้อนฝุ่น
ดอยสูง ภูสวย
โปสการ์ดท่องเที่ยว
พระธาตุประจำปีเกิด
โรงแรม รีสอร์ท
แผนที่ประเทศไทย
อุทยานแห่งชาติ
อุทยานประวัติศาสตร์
วนอุทยาน
unseen I
unseen II
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
  
กิจกรรม
Tips for Trip
ประเทศเพื่อนบ้าน
กัมพูชา
ลาว
เวียดนาม
พม่า
มาเลเซีย
  
ห้ามคลิก !
จ้างให้ก็คลิกไม่โดน
ไม่เชื่อก็ลองดู
 
ขอขอบคุณ
การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย และอนุสาร อสท. ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลต่างๆครับ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

 `๏่’ เชียงราย - Chiangrai `๏่’
 `๏่’ เชียงราย - Chiangrai `๏่’

" เหนือสุดยอดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา "



     จังหวัดเชียงราย หรือ เมืองเชียงราย เดิมอยู่ในอาณาจักรโยนกเชียงแสนครับ มีประวัติการสร้างเมืองเมื่อ พ.ศ. 1600 ต่อมาพ่อขุนเม็งรายยกทัพมาประทับ ที่เมืองกู่เต้า ช้างชัยมงคลของพระองค์เกิดหายไป พระอง์ได้ทรง ออกตามหา ไปจนถึง ดอยจอมทองบริเวณ ริมฝั่งแม่น้ำกก พระองค์ทรงเห็นถึงความอุดม สมบูรณ์ของดินแดนในแถบนี้ จึงได้สร้างเมืองขึ้น และทรงขนานนามว่า เมืองเชียงราย และอพยพผู้คนมาอยู่ที่เมืองใหม่แห่งนี้ครับ ต่อมาอาณาจักรล้านนา เสียแก่พม่า เมืองเชียงรายจึงเป็นเมืองขึ้นของพม่าด้วย และต่อมาได้กลับกลายมาขึ้นต่อกรุงรัตนโกสินทร์ ตราบมาจนทุกวันนี้ครับ


     ทิศเหนือ ติดต่อกับ พม่า ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดพะเยา ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันอออก ติดต่อกับ ลาว จังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ เป็นระยะทาง 785 กิโลเมตร มีพื้นที่ 11,678.4 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูง และมีที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำหลายสาย มีแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำกก และแม่น้ำอิง อากาศในจังหวัดเชียงรายจะค่อนข้างอบอุ่น แต่ในฤดูหนาวจะหนาวจัด จังหวัดเชียงรายแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 12 อำเภอ และ 4 กิ่งอำเภอ คือ 1.อำเภอเมือง 2.อำเภอเชียงของ 3.อำเภอเทิง 4.อำเภอพาน 5.อำเภอแม่จัน 6.อำเภอเชียงแสน 7.อำเภอแม่สาย 8.อำเภอแม่สรวย 9.อำเภอเวียงป่าเป้า 10.อำเภอป่าแดด 11.อำเภอเวียงชัย 12.อำเภอพญาเม็งราย 13.กิ่งอำเภอเวียงแก่น 14.กิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง 15.กิ่งอำเภอขุนตาล 16.กิ่งอำเภอแม่ลาว


     ผ้าไหม พรม สินค้าไทลื้อ เครื่องปั้นดินเผา ผ้าทอพื้นเมือง เครื่องประดับเงิน เครื่องเงิน เครื่องไม้ ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นเมือง แหนม หมูยอ


งานพ่อขุนเม็งราย
จัดขึ้นในเดือนมกราคม ที่หาดเชียงราย โดยมีประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านมา ร่วมงาน ได้แก่ จีน ลาว และพม่า มีการแสดงทางวัฒนธรรม การออกร้านจำหน่าย สินค้าที่ระลึก และนิทรรศการของหน่วยงานหลายแห่ง

งานประเพณีขึ้นพระธาตุดอยตุง

จัดขึ้นในวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือนหกเหนือ หรือเดือนมีนาคม เป็นประเพณีของชาว ล้านนา รวมทั้งชาวไทยใหญ่ในพม่าที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยชาวบ้านและพระสงฆ์ จะเดินขึ้นพระธาตุในตอนกลางคืน เมื่อมาถึงก็จะพากันนมัสการองค์พระธาตุก่อน จากนั้นจึงหาพื้นที่ประกอบอาหารเพื่อตักบาตรในตอนเช้า หลังจากตักบาตรแล้วจะ ช่วยกันบูรณะบริเวณองค์พระธาตุ เมื่อถึงยามค่ำคืนก็มารวมกันที่ปะรำพิธีเพื่อฟัง เทศน์ จากนั้นมีการแสดงดนตรีพื้นบ้าน พอรุ่งเช้าของวันแรม 1 ค่ำ จะมีการตัก บาตรอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับ

ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก

เป็นประเพณีเกี่ยวกับความเชื่อของผู้คนที่อยู่ริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะชาวประมง ในเขตบ้านหาดไคร้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ เกี่ยวกับปลาบึกซึ่งเป็นปลาขนาด ใหญ่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงว่าเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ มีเทพเจ้าคุ้มครอง ก่อนที่ชาวประมง จะจับปลาบึกต้องมีการบวงสรวงก่อน ฤดูกาลจับปลาบึกอยู่ระหว่างเดือนเมษายน- พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ปลาบึกว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ตอนต้นน้ำในประเทศจีน

เทศกาลลิ้นจี่และของดี เมืองเชียงราย

จัดขึ้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคม บริเวณศาลากลางจังหวัด โดยจัดเป็นตลาด นัดลิ้นจี่ มีการประกวดลิ้นจี่ และผลิตผลทางเกษตร การประกวดขบวนรถและธิดา ลิ้นจี่

ประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอีก้อ

หรือที่เรียกตนเองว่า "อาข่า" มีเชื้อสายจากจีน-ธิเบต เดินทางอพยพมาอยู่บริเวณ ชายแดนไทย-พม่า แถบตอนเหนือของลำน้ำกก โดยเฉพาะอำเภอแม่จัน และแม่สาย การโล้ชิงช้าเป็นการขึ้นไปขอพรและแสดงความรำลึกถึงพระคุณของเทพธิดาแห่ง สรวงสวรรค์ ผู้ประทานความชุ่มชื่นอุดมสมบูรณ์ให้กับพืชพันธุ์ธัญญาหาร อีกทั้ง ยังเป็นการเซ่นไหว้บรรพบุรุษอีกด้วย จัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม


เมืองไตรตรึงส์
ตั้งอยู่ที่ตำบลไตรตรึงส์ เป็นเมืองเก่าแก่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยสิริกษัตริย์เชียงราย ซึ่งได้หนีข้าศึกจากเชียงรายลงมาสร้างเมืองนี้ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1542 ปัจจุบันโบราณสถานต่าง ๆ ทรุดโทรมลงมาก เหลือเพียงซากเจดีย์และเชิงเทินเท่านั้น การเดินทางใช้เส้นทาง สายกำแพงเพชร - คลองลาน ไปประมาณ 18 กิโลเมตร

อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช
ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงราย บริเวณทางแยกที่จะไปอำเภอแม่จัน พ่อขุนเม็งรายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์ลวะ เป็นโอรสของพระเจ้าลาวเม็ง และพระนางเทพคำขยาย หรือพระนางอั้วมิ่งจอมเมือง ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ พุทธศักราช 1781 หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 1 ปี พระองค์ทรงสร้างเมืองเชียงราย เป็นเมืองหลวง แทนหิรัญนครเงินยาง และเสด็จสวรรคตในปีพุทธศักราช 1860

กู่พระเจ้าเม็งราย
ตั้งอยู่หน้าวัดงำเมือง บนดอยงำเมือง กู่นี้เป็นอนุสาวรีย์สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นที่บรรจุอัฐิของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ตามประวัติกล่าวว่าพระเจ้าไชยสงคราม ราชโอรสพระเจ้าเม็งราย เมื่อได้มอบราชสมบัติ ให้พระเจ้าแสนภูราชโอรส ให้ขึ้นครองนครเชียงใหม่แล้ว พระองค์ก็นำอัฐิพระราชบิดามาประทับอยู่ที่เมืองเชียงราย และได้โปรดเกล้าฯ สร้างกู่บรรจุอัฐิของพระราชบิดาไว้ ณ ดอยงำเมืองแห่งนี้

วัดพระสิงห์
ตั้งอยู่ที่ ถนนสิงหไคล ริมแม่น้ำกก ใกล้ศาลากลางจังหวัด แต่เดิมเคยเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์องค์ ที่ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่าว่า เจ้ามหาพรหมพระอนุชาของพระเจ้ากือนา กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ได้อัญเชิญพระพุทธสิงหิงค์ มาจากเมืองกำแพงเพชร พระเจ้ากือนาได้โปรดฯ ให้ประดิษฐานไว้ ณ เมืองเชียงใหม่ ต่อมาพระเจ้ามหาพรหม ทูลขอยืมพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐาน ไว้ที่เมืองเชียงรายเพื่อหล่อจำลอง แต่เมื่อสิ้นบุญพระเจ้ากือนาและพระเจ้าแสนเมือง ราชนัดดาของพระองค์ ได้เสด็จขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ เจ้ามหาพรหมคิดจะชิงราชสมบัติ จึงยกกองทัพจากเชียงราย ไปประชิดเมืองเชียงใหม่ แต่เจ้าแสนเมืองก็สามารถ ป้องกันเมืองได้อีก ทั้งยกทัพตีทัพ เจ้ามหาพรหม มาถึงเชียงราย และครั้งนี้เองที่ทรงอัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ คืนกับไปประดิษฐาน อยู่ที่วัดพระสิงห์เชียงใหม่สืบมา วัดนี้นอกจากเคยเป็น ที่ประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์แล้ว ยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองบนแผ่นศิลา กว้าง 5 นิ้ว ยาว 2 ฟุต มีอักษรขอมโบราณจารึกว่า “กุศลาธมมา-อกุศลาธมมา” สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราช

วัดพระแก้ว
ตั้งอยู่ที่ถนนไตรรัตน์ใจกลางเมืองเชียงราย วัดนี้เองที่ได้ค้นพบพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่าว่าเมื่อปี พ.ศ. 1897 ในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกนเป็นเจ้าเมืองครองเชียงใหม่นั้น ฟ้าได้ผ่าเจดีย์ร้างองค์หนึ่ง และได้พบพระพุทธรูปลงรักปิดทองอยู่ภายในเจดีย์ ต่อมารักกะเทาะออกจึงได้พบว่า เป็นพระพุทธรูปสีเขียวที่สร้างด้วยหยก ซึ่งก็คือพระแก้วมรกตนั่นเอง ปัจจุบันวัดพระแก้วเชียงรายเป็นที่ประดิษฐานพระหยก ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในวาระที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุ ครบ 90 พรรษา

วัดพระธาตุดอยจอมทอง

อยู่บนดอยจอมทองริมฝั่งแม่น้ำกก ในเขตตัวเมืองเชียงราย ตามตำนานเล่าว่าเป็นพระธาตุเก่าแก่ที่มีก่อนที่พ่อขุนเม็งรายจะทรงสร้างเมืองเชียงราย โดยเล่าว่าพระยาเรือนแก้วผู้ครองนครไชยนารายณ์ทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1483 สันนิษฐานว่า เมื่อพ่อขุนเม็งรายทรงพบชัยภูมิที่สร้างเมืองเชียงรายจากดอยจอมทองนั้น คงจะมีการบูรณะองค์พระธาตุใหม่พร้อมๆ กับการสร้างเมืองเชียงราย นับว่าพระธาตุดอยจอมทองเป็นปูชนียสถานสำคัญในตัวเมืองเชียงรายแห่งหนึ่ง

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ เชียงราย

ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 8 กิโลเมตร บนเส้นทางเชียงราย-แม่จัน เข้าไปทางด้านหลังสถาบันราชภัฏเชียงราย ภายในสวนมีทัศนียภาพสวยงาม บรรยากาศร่มรื่นในเนื้อที่ 620 ไร่ มีหนองบัวที่กว้างขวางถึง 223 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้สถานที่แห่งนี้น่าไปพักผ่อนหย่อนใจ เพราะน้ำในหนองบัวใสเย็นและเต็มเปี่ยมตลอดปี บนพื้นที่รอบหนองบัวเป็นที่ตั้งของพลับพลา ศาลาพักแดดและมีสวนปาล์ม สวนไผ่อยู่บนที่ลาดเนินเขา

ไร่แม่ฟ้าหลวง

เป็นมูลนิธิ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านป่างิ้ว ตำบลรอบเวียง ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 4 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางผ่านหน้าค่ายเม็งรายมหาราชไปทางวัดฮ่องลี่ สำหรับที่มาครั้งแรกนั้นได้มีโครงการให้การศึกษาแก่ชาวเขาในลักษณะเดินสอนเกิดขึ้น ต่อมาเปลี่ยนแนวความคิด ที่จะนำชาวเขาเข้ามาทำการศึกษาในตัวเมือง โดยเข้าศึกษาในโรงเรียนทั่วไป เพื่อที่เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้กลับไปให้ความรู้แก่ชุมชนเดิมต่อไป หลังจากนั้นได้ถวายโครงการ ดังกล่าวแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีฯ และจัดตั้งเป็นมูลนิธิไร่แม่ฟ้าหลวงขึ้น

วนอุทยานน้ำตกขุนกรณ์
อยู่บนเทือกเขาดอยช้าง ตำบลแม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข 1211 ประมาณ 18 กม. เลี้ยวขวาเข้าไป 12 กม. หรือไปตามทางหลวงหมายเลข 1 สายเชียงราย-พะเยา ประมาณ 15 กิโลเมตร จะมีป้ายแยกขวาไปอีก 17 กิโลเมตร ถึงที่ทำการวนอุทยานฯ แล้วเดินเท้าไปยังตัวน้ำตกอีกประมาณ 30 นาที น้ำตกขุนกรณ์เป็นน้ำตกที่สูงและสวยที่สุดของจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำตกตาดหมอก” มีความสูงถึง 70 เมตร สองข้างทางที่เดินเข้าสู่น้ำตกเป็นป่าเขาธรรมชาติร่มรื่น

รัตนาการ์เด้นส์

ดำเนินการโดยเอกชน ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 1211 ประมาณ 15 กิโลเมตร เส้นทางเดียวกับทางไปวนอุทยานน้ำตกขุนกรณ์ จัดทำเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับและกล้วยไม้นานาชนิด ทั้งในและต่างประเทศ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ ภายในมีบริการร้านอาหารและที่พัก สอบถามรายละเอียด โทร. (01) 925-5945, 960-5509

แม่น้ำกก
เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงราย มีความยาวรวมทั้งสิ้น 130 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือ จากท่าเรือริมแม่น้ำ จากตัวเมืองเพื่อท่องเที่ยว ชมทัศนียภาพของแม่น้ำกก ซึ่งสองฟากฝั่งเป็นป่าเขาที่สวยงามตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถแวะชม หมู่บ้านชาวเขาต่างๆ เช่น อีก้อ ลีซอ กะเหรี่ยง ฯลฯ หรือจะแวะปางช้างเพื่อนั่งช้างเที่ยวป่ารอบบริเวณนั้นก็ได้ อัตราค่าเช่าเหมาเรือขึ้นอยู่กับระยะทาง

วัดพระธาตุเจดีย์หลวง
ตั้งอยู่ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสนด้านทิศตะวันออก สร้างโดยพระเจ้าแสนภูเมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 19 โบราณสถานประกอบด้วยเจดีย์ประธานทรงระฆังแบบล้านนา สูง 88 เมตร ฐานกว้าง 24 เมตร เป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดในเชียงแสน นอกจากนี้มีพระวิหารซึ่งเก่ามากพังทลายเกือบหมดแล้ว และเจดีย์รายแบบต่างๆ 4 องค์

ดอยแม่สลอง
เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสันติคิรี เดิมชื่อบ้านแม่สลองนอก เป็นชุมชนผู้อพยพจากกองพล 93 ซึ่งอพยพจากประเทศพม่าเข้ามาในเขตไทย จำนวนสองกองพันคือ กองพันที่ 3 เข้ามาอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และกองพันที่ 5 อยู่ที่บ้านแม่สลองนอก ตั้งแต่ปี 2504 ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ จะมีดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งเป็นซากุระพันธ์ที่เล็กที่สุด สีชมพูอมขาว บานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลอง เป็นพันธุ์ไม้ที่เคยหาชมได้ยากในเมืองไทย เพราะเจริญเติบโตอยู่แต่เฉพาะ ในภูมิอากาศหนาวจัดเท่านั้น การเดินทางใช้เส้นทางเชียงราย-แม่จัน เลยจากอำเภอแม่จันไป 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายไป 12 กิโลเมตร ถึงศูนย์พัฒนา และสงเคราะห์ชาวเขาเลยจากศูนย์ฯ ไปอีก 11 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเย้าผาเดื่อ ซึ่งเป็นจุดแวะชม และซื้อหัตถกรรมชาวเขา จากนั้นเดินทางจากบ้านเย้า ถึงบ้านอีก้อสามแยกทางขวา ไปหมู่บ้านเทอดไทย ส่วนแยกซ้ายไปดอยแม่สลอง ระยะทาง 18 กิโลเมตร รวมระยะทางจากเชียงราย 42 กิโลเมตร เป็นทางราดยางตลอดสายและจากดอยแม่สลองมีถนนเชื่อมต่อไปถึงบ้านท่าตอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทาง 45 กิโลเมตร ท่านที่ใช้รถโดยสารประจำทางสามารถ ใช้บริการรถสองแถวได้ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. แม่จัน หรือใช้บริการของบริษัทนำเที่ยวในตัวเมืองเชียงรายก็ได้

หมู่บ้านอีก้อดอยแสนใจ
จากศูนย์พัฒนาสงเคราะห์ชาวเขา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางขึ้นสู่ดอยแม่สลอง จะมีทางเดินแยกไปอีกเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร หมู่บ้านอีก้อดอยแสนใจเป็นหมู่บ้านใหญ่ ชาวเขาเผ่าอีก้อมีเครื่องแต่งกายที่สวยงาม และมีประเพณีที่น่าสนใจคือ ประเพณีโล้ชิงช้า ซึ่งจัดขึ้นในราวเดือนสิงหาคมของทุกปี การเดินทางไปยังหมู่บ้านอีก้อควรใช้รถที่มีกำลังเครื่องยนต์สูง เพราะทางขึ้นค่อนข้างสูงชัน

ดอยหัวแม่คำ
จากเชียงรายใช้เส้นทางเดียวกับทางขึ้นดอยแม่สลอง แต่เมื่อเดินทางถึงบ้านอีก้อสามแยกแล้ว แยกเข้าเส้นทางที่ไปบ้านเทอดไทย จากนั้นจะพบทางแยกอีกครั้ง ให้เลี้ยวซ้ายเข้าบ้านห้วยอิ้น ระหว่างทางจะผ่านหมู่บ้านชาวเขาซึ่งตั้งอยู่เป็นระยะ บ้านหัวแม่คำอยู่เกือบสุดชายแดนพม่า เส้นทางเป็นทางลูกรังคดโค้งไปตามทิวเขา ใช้เวลาเดินทางราว 3-4 ชั่วโมง ดอยหัวแม่คำ เป็นที่ตั้งหมู่บ้านชาวเขาขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเผ่าลีซอ ซึ่งเป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอีก้อ ม้ง และมูเซอ ในช่วงเวลาซึ่งตรงกับวันตรุษจีนของทุกปี ชาวลีซอจะจัดงานประเพณีกินวอ ในวันนั้น ชาวลีซอจะแต่งกายสวยงาม มีการกินเลี้ยง เต้นระบำ รื่นเริง เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน และในเดือนพฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่ดอยหัวแม่คำบานงดงาม ไปด้วยดอกบัวตองบานสีเหลืองสดใส บานสะพรั่งอยู่ทั่วไปตามแนวเขา

อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ไร่
ตั้งอยู่ริมเส้นทางหลวงหมายเลข 1149 ประมาณกิโลเมตรที่ 4 อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ไร่ เป็นที่เก็บกักน้ำไว้สำหรับใช้ประโยชน์ ทางการเกษตรกรรมริมขอบอ่างเป็นที่ตั้งสถานีวิจัยกรมวิชาการเกษตร และสถานีทดลองเพาะและขยายพันธุ์ไม้ตัดดอก ได้แก่ เบิร์ดออฟพาราไดส์ เฮลิโคเนีย และขิงแดง บริเวณขอบอ่างได้รับการปรับปรุงบริเวณปลูกไม้ดอกไม้ประดับงดงาม เหมาะสำหรับเป็นสถานที่แวะพักกลางทาง

พระตำหนักดอยตุง

อยู่บริเวณกิโลเมตร 12 ทางหลวงหมายเลข 1149 เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน เพื่อทรงงานของสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระตำหนักเป็นอาคารสองชั้น มีรูปทรงผสมผสาน ระหว่างศิลปะล้านนา กับชาเลย์ของสวิส มีการแกะสลักไม้ตามกาแล เชิงชายและขอบหน้าต่าง เป็นลวดลายต่างๆ ฝีมือช่างชาวเหนือ

สวนแม่ฟ้าหลวงสวนแม่ฟ้าหลวง
อยู่ด้านหน้าพระตำหนักดอยตุง เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับนานาพรรณ มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ออกแบบเป็นรูปลายผ้าพื้นเมืองใช้ต้นซัลเวียดอกสีแดง ขาว และม่วงเข้ม สวยสดสะดุดตามาก ตรงกลางมีรูปปั้นต่อเนื่อง ฝีมือปั้นของคุณมีเซียมยิปอินซอย นอกจากจะใช้ไม้ใบไม้ดอกแล้ว ยังใช้ไม้ยืนต้นและซุ้มไม้เลื้อยอีกมากกว่า 70 ชนิด จัดทางเดินไว้เป็นสัดส่วน มีศาลาชมวิวและร้านจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สวนแม่ฟ้าหลวงสร้างโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ค่าเข้าชม คนละ 20 บาท

อ่างเก็บน้ำป่ากล้วย
ตั้งอยู่ริมทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1149 ห่างจากจุดชมวิว กิโลเมตรที่ 12 ประมาณ 2 กิโลเมตร อ่างเก็บน้ำป่ากล้วย กักเก็บน้ำไว้สำหรับใช้ในศูนย์อำนวยการโครงการพัฒนาดอยตุง ริมอ่างเป็นแปลงทดลองเพาะขยายพันธุ์ไม้ดอกเมืองหนาว โดยเฉพาะดอกซัลเวีย เป็นจุดพักริมทางและชมทัศนียภาพระหว่างพระตำหนักดอยตุงกับพระธาตุดอยตุง

สถูปดอยช้างมูบ
ตั้งอยู่บนดอยช้างมูบ ริมถนนสายพระธาตุดอยตุง บ้านผาหมี ห่างจากทางแยกวัดน้อย ดอยตุงประมาณ 4 กม. ตำนานสิงหนวัติ และตำนานโยนกนาคพันธ์กล่าวถึงดอยช้างมูบว่า ในรัชกาลที่ 10 พระเจ้าชาติราช ได้มีกัมระปติสะโลเทพบุตร นำไม้นิโครธมาปลูก ณ ดอยช้างมูบ ต้นไม้นั้นเมื่อโตได้สูง 7 ศอก ได้แตกสาขาเป็น 4 กิ่ง สามารถให้ร่มเงาให้แก่คนได้ 20 คน ประชาชนมีความเชื่อว่าหากนำไม้มาค้ำกิ่งนิโครธนั้น จะทำให้บรรลุความปรารถนาเช่นเดียวกับต้นกัลปพฤกษ์ กล่าวคือ ทิศตะวันออก ได้บุตรสมประสงค์ ทิศเหนือได้ทรัพย์ ทิศตะวันตกเจริญรุ่งเรือง และทิศใต้อายุยืนนาน ปัจจุบันคงเหลือเพียงพระสถูปช้างมูบ เป็นเจดีย์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่ ซึ่งมีลักษณะเหมือนช้างหมอบอยู่ สภาพโดยรอบเป็นต้นโพธิ์ใหญ่ และต้นสนซึ่งใช้ปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ

พระธาตุดอยตุงพระธาตุดอยตุง
ตั้งอยู่บริเวณ กม. ที่ 17.5 ของทางหลวงหมายเลข 1149 เป็นที่บรรจุ พระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า ซึ่งนำมาจากมัธยมประเทศ นับเป็นครั้งแรกที่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ได้มาประดิษฐานที่ล้านนาไทย เมื่อก่อสร้างพระสถูป บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้ ได้ทำธงตะขาบ (ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ตุง) ใหญ่ยาวถึงพันวา ปักไว้บนยอดดอย ถ้าหากปลายธงปลิวไปไกลถึงเมืองไหน ก็กำหนดหมายเป็นฐานพระสถูปเพียงนั้น ด้วยเหตุนี้ดอยซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน ปฐมเจดีย์แห่งล้านนาไทย จึงปรากฏนามว่า ดอยตุง จนบัดนี้ พระธาตุดอยตุง ประดิษฐานอยู่ในกิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ เมื่อถึงเทศกาลนมัสการ พระธาตุดอยตุงนี้จะมีพุทธศาสนิกชน ทั้งชาวไทยและชาว ต่างประเทศใกล้เคียง เช่น ชาวเชียงตุงในรัฐฉาน ประเทศสหภาพพม่า ชาวหลวงพระบาง เวียงจันทน์ เดินทางเข้ามานมัสการทุกปี

หมู่บ้านชาวเขา
ระหว่างทางขึ้นสู่ยอดดอยตุง มีหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะชมได้สะดวก เช่น หมู่บ้านชาวเขาเผ่าอีก้อ มูเซอ และจีนฮ่อ นอกจากนี้ยังมีแหล่งขายสินค้า หัตถกรรมของชาวเขาอยู่บริเวณ กม. ที่ 14 ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายชาวเขา และเครื่องเงิน ซึ่งนักท่องเที่ยวมักแวะซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึก

พระธาตุดอยเวา
ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สาย บนดอยริมฝั่งแม่น้ำสาย ตามประวัติกล่าวว่า พระองค์เวาหรือเว้าผู้ครอง นครนาคพันธ์โยนก เป็นผู้สร้างเพื่อบรรจุ พระเกศาธาตุองค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ. 364 นับเป็นพระบรมธาตุที่เก่าแก่องค์หนึ่งรองมาจากพระบรมธาตุดอยตุง

ถ้ำผาจม
ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สาย อยู่ห่างจากอำเภอแม่สายไปทางทิศเหนือประมาณ 1.5 กิโลเมตร ถ้ำผาจมตั้งอยู่บนดอยอีกลูกหนึ่ง ทางทิศตะวันตกของดอยเวา ติดกับแม่น้ำสาย เคยเป็นสถานที่ซึ่งพระภิกษุสงฆ์นั่งบำเพ็ญเพียรภาวนา เช่น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ปัจจุบันมีรูปปั้นของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ประดิษฐานไว้บนดอยด้วย ภายในถ้ำผาจมมีหินงอกหินย้อยอยู่ตามผนังและเพดานถ้ำ สวยงามวิจิตรตระการตา

ถ้ำปุ่ม ถ้ำปลา ถ้ำเสาหินพญานาค
ตั้งอยู่ที่ดอยจ้อง หมู่ 11 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย ห่างจากอำเภอแม่สายไปทางทิศใต้ ตามทางหลวงหมายเลข 110 ประมาณ 12 กิโลเมตร มีทางแยกเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ดอยจ้องเป็นภูเขาหินปูน จึงประกอบด้วย ถ้ำหินงอก หินย้อย และทางน้ำไหลมากมาย ถ้ำปุ่ม อยู่สูงขึ้นไปยอดเขา ต้องปืนขึ้นไป ภายในถ้ำมืดมาก ต้องมีผู้นำทางเที่ยวชม ถ้ำปลา เป็นถ้ำหนึ่งที่มีน้ำไหลภายในถ้ำ เคยมีปลาชนิดต่างๆ ทั้งใหญ่น้อยว่ายออกมาให้เห็นเป็นประจำ ภายในถ้ำยังมีพระพุทธรูปศิลปะพม่า สร้างขึ้นโดยพระภิกษุชาวพม่า ประชาชนทั่วไปเรียกว่า “พระทรงเครื่อง” เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนในแถบนี้ ถ้ำเสาหินพญานาค อยู่ในบริเวณเดียวกัน เดิมต้องพายเรือข้ามน้ำเข้าไปชม ภายหลังได้สร้างทางเดินเชื่อมกับถ้ำปลา เป็นระยะทาง 150 เมตร ภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อย และยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมด้วย

ขุนน้ำนางนอน
ตั้งอยู่ที่บ้านจ้อง หมู่ 1 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย ห่างจากอำเภอแม่สายไปทางทิศใต้ ตามทางหลวงหมายเลข 110 ไปประมาณ 7 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าไปอีก 2 กม. เป็นแอ่งน้ำไหลจากถ้ำบริเวณเชิงดอยจ้อง ซึ่งมีหลายถ้ำ น้ำในแอ่งใสเย็น สภาพแวดล้อมร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่น้อย ประชาชนในท้องถิ่นนิยมเข้ามาพักผ่อน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน
ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมือง เป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่ได้จากบริเวณเมืองโบราณเชียงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ลวดลายปูนปั้นฝีมือล้านนา พระพุทธรูปและศิลาจารึกจากเชียงแสนและจากจังหวัดพะเยา พร้อมทั้งให้ข้อมูลทางด้านวิชาการเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดี การตั้งถิ่นฐานของชุมชน และประวัติการสร้างเมืองเชียงแสน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงศิลปะพื้นบ้านของชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อและชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ เครื่องเขิน เครื่องดนตรี เครื่องประดับ อุปกรณ์การสูบฝิ่น เป็นต้น เปิดทำการตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชมชาวไทย คนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 30 บาท

วัดพระเจ้าล้านทอง
วัดนี้ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมือง เจ้าทองงั่ว ราชโอรสพระเจ้าติโลกราชเป็นผู้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2032 ได้ทรงหล่อพระพุทธรูปองค์หนึ่งหนักล้านทอง (1,200 กิโลกรัม) ขนานนามว่า พระเจ้าล้านทอง เป็นพระประธานหน้าตักกว้าง 2 เมตร สูง 3 เมตรเศษ ในวัดนี้ยังมีพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง ได้มาจากวัดทองทิพย์ซึ่งเป็นวัดร้าง เรียกกันว่า พระเจ้าทองทิพย์ เป็นพระพุทธรูปทองเหลือง พระพักตร์งดงามมาก ลักษณะเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง 1 ศอก 15 นิ้ว สูง 2 ศอก 10 นิ้ว

วัดป่าสัก
อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสนไปทางทิศตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตร ในเขตตำบลเวียง พระเจ้าแสนภูทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1838 และให้ปลูกต้นสักแวดล้อมกำแพงจำนวน 300 ต้น จึงได้ชื่อว่า “วัดป่าสัก” ทรงตั้งพระพุทธโฆษาจารย์เป็นสังฆราชจำพรรษา ณ อารามแห่งนี้ ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ประธานทรงมณฑปยอดระฆัง ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นอันวิจิตร มีฐานกว้าง 8 เมตร สูง 12.5 เมตร เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกระดูกตาตุ่มข้างขวาจากเมืองปาฏลีบุตร

วัดพระธาตุจอมกิตติ
อยู่ในท้องที่อำเภอเชียงแสน ตั้งอยู่บนเนินเขานอกกำแพง มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ 1.7 กิโลเมตร ตามพงศาวดารกล่าวว่า พระเจ้าพังคราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง เมื่อ พ.ศ. 1483 สมัยเดียวกับการสร้างพระธาตุจอมทองของเชียงราย ทั้งนี้เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสองสมัยเชียงแสน ต่อมาพระเจ้าสุวรรณคำล้าน ได้เสริมและปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุใหม่ ขณะนี้สูง 13 เมตร ฐานกว้าง 8 เมตร

วัดสังฆาแก้วดอนหัน
มีประวัติตามตำนานว่า สร้างโดยพระเจ้าลวจักราช เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 12 แต่หลักฐานที่พบแสดง ว่ามีอายุอยู่ในช่วงไม่เกินพุทธศตวรรษที่ 21 กรมศิลปากรได้ขุดพบหลักฐาน ทางโบราณคดีที่สำคัญมากมาย โดยเฉพาะภาพขูดขีดบนแผ่นอิฐ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ พระชาติของพระพุทธเจ้า ตอนเวสสันดรชาดก เช่น พระเวสสันดรเดินป่า ชูชกเฝ้าพระเวสสันดร เป็นต้น ลักษณะของภาพ เป็นการเขียนลงบนอิฐก่อนการเผา ที่น่าสนใจคือ อิฐดังกล่าวถูกนำมาก่อ เป็นผนังและฉาบปูนปิดทับ คงเนื่องจากความศรัทธาของชาวบ้าน ผู้สร้างวัดถวายมากกว่า เจาะจงให้คนมาชม นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนจิตรกรรมฝาผนัง ที่หลุดพังมาจากผนังวิหาร มีสภาพแตกหักแต่ยังคงเหลือลักษณะของสีและตัวภาพซึ่งใช้สีชาดและสีแดงเพียง 2 สี นับได้ว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญทางวิชาการอย่างยิ่ง

ทะเลสาบเชียงแสน

เป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ในท้องที่ตำบลโยนก ห่างจากเชียงแสน 5 กิโลเมตร ตามทางสายเชียงแสน-แม่จัน จะมีทางแยกซ้ายบริเวณ กม. ที่ 27 ไปอีก 2 กิโลเมตร ในฤดูหนาวจะมีฝูงนกน้ำอพยพมาอาศัยที่ทะเลสาบแห่งนี้ ริมทะเลสาบมีร้านอาหารและที่พัก

สบรวก (ดินแดนแห่งสามเหลี่ยมทองคำ)
ตั้งอยู่ห่างจากเชียงแสนไปทางทิศเหนือ 9 กิโลเมตร ตามถนนเลียบริมแม่น้ำโขง สบรวกเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงซึ่งกั้นดินแดน ระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว มาพบกับแม่น้ำรวก ซึ่งกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า จากจุดนี้นักท่องเที่ยวจะมองเห็นฝั่งพม่าและลาวได้ถนัดชัดเจน สามเหลี่ยมทองคำ เป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นไร่ฝิ่นที่ใหญ่โตมาก เรียกว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันไม่มีไร่ฝิ่นที่ว่านี้อีกแล้ว คงเหลือแต่ทิวทัศน์ที่เงียบสงบของลำน้ำและเขตแดนของ 3 ประเทศเท่านั้น บริเวณสบรวกมีบริการเรือให้เช่า เพื่อเดินทางไปชมทิวทัศน์ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ใช้เวลา 20 นาที และยังสามารถเช่าเรือจากสบรวกไปยังเชียงแสนและเชียงของได้ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที และ 1 ชั่วโมงครึ่งตามลำดับ

พระธาตุดอยปูเข้า
แยกซ้ายจากเส้นทางเชียงแสน-สบรวก ก่อนถึงสามเหลี่ยมทองคำเล็กน้อย รถยนต์สามารถขึ้นไปถึงยอดเขา หรือจะเดินขึ้นบันไดไปก็ได้ พระธาตุปูเข้านี้ สร้างขึ้นบนดอยเชียงเมี่ยง ริมปากน้ำรวก เมื่อ พ.ศ. 1302 ในสมัยพระยาลาวเก้าแก้วมาเมือง กษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งเวียงหิรัญนครเงินยาง โบราณสถานประกอบด้วยพระวิหาร และกลุ่มเจดีย์ที่พังทลาย ก่อด้วยอิฐมีร่องรอยการตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น นอกจากนี้บนดอยเชียงเมี่ยงยังเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นสามเหลี่ยมทองคำได้ชัดเจน

วัดพระธาตุผาเงา
อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสนไปตามเส้นทางเชียงแสน-เชียงของ ประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ตรงข้ามโรงเรียนสบคำ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม มีเนื้อที่ 143 ไร่ มีเจดีย์ทรงระฆัง ขนาดเล็กตั้งอยู่บนหินก้อนใหญ่ วิหารปัจจุบันสร้างทับ ซากวิหารเดิม บนยอดเขาข้างหลังวัด เป็นที่ตั้งของ พระบรมพุทธนิมิตรเจดีย์ ที่มองเห็นทิวทัศน์สวยงามได้โดยรอบ

วัดเจดีย์เจ็ดยอด
อยู่เหนือวัดพระธาตุผาเงาขึ้นไปบนดอยประมาณ 1 กิโลเมตร ตัววัดหักพังหมดแล้ว เหลือแต่เพียงซากอิฐเก่าๆ ดูแทบไม่เห็นรูปร่างแล้ว อาจกล่าวได้ว่า วัดพระธาตุผาเงา และวัดเจดีย์เจ็ดยอด อยู่บนเขาลูกเดียวกัน มีบริเวณต่อเนื่องกันอย่างกว้างขวาง บริเวณร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ สมกับเป็นสถานปฏิบัติธรรม

น้ำตกบ้านไร่
ตั้งอยู่บ้านไร่ หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านแซว ห่างจากที่ว่าการอำเภอเชียงแสนไปทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตรเศษ โดยเส้นทาง รพช. สายบ้านเวียง-เชียงของ (สายเดียวกันกับไปพระธาตุผาเงา) เป็นน้ำตกธรรมชาติตกจากดอยผาแตก บริเวณน้ำตกเป็นป่าร่มรื่น

หาดจับปลาบึก
อยู่ที่บ้านหาดไคร้ หมู่ที่ 12 ตำบลเวียง ซึ่งเป็นแหล่งจับปลาน้ำจืด ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด โดยมีฤดูการจับอยู่ในระหว่างกลางเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม ในแต่ละปีมีการผสมพันธุ์ปลาบึกที่สถานีประมงเชียงของ เพื่อนำพันธุ์ปลาบึกที่ผสมได้แจกจ่าย ปล่อยตามแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ ทั่วประเทศ ท่าเรือบั๊ค จุดผ่านแดนถาวรระหว่างไทย-ลาว ริมฝั่งแม่น้ำโขง มองเห็นทิวทัศน์ของเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ชัดและสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปฝั่งลาวได้ ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. ติดต่อกรอกแบบฟอร์มขอผ่านแดนที่ศูนย์อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ในบริเวณที่ว่าการอำเภอเชียงของได้ทุกวัน เตรียมรูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ชุด พร้อมเงินค่าธรรมเนียม 10 บาท นอกจากนั้นแล้วในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนเมษายน จะมีการจัดงานรื่นเริง และร้านค้าตามชายหาดริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นประจำทุกปี บ้านหาดบ้าย ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางเชียงแสน-เชียงของ ซึ่งเป็นถนนเลียบริมแม่น้ำโขง เป็นหมู่บ้านของชาวไทยลื้อ ที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีอันงดงามน่าสนใจ โดยเฉพาะฝีมือการทอผ้าพื้นเมือง ที่มีชื่อเสียงจากอำเภอเชียงของ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือหางยาว ไปยังบ้านหาดบ้ายใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และยังได้เที่ยวชมทัศนียภาพ สองฝั่งโขงอันสวยงามอีกด้วย

ดอยผาตั้ง
เป็นจุดชมวิวไทย-ลาว สองฝั่งโขง และทะเลหมอกได้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม ดอกซากุระจะบานสะพรั่ง งดงามเป็นที่ตั้ง ของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล และชา การเดินทางจากจังหวัดเชียงราย ระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางเชียงราย-เวียงชัย-พญาเม็งราย-บ้านต้า (ทางหลวงหมายเลข 1233, 1173 และ 1152) 50 กิโลเมตร บ้านต้า-บ้านท่าเจริญ (ทางหลวง 1020) 45 กิโลเมตร บ้านท่าเจริญ-เวียงแก่น-ปางหัด (ทางหลวง 1155) 17 กิโลเมตร และปางหัด-ดอยผาตั้ง อีก 15 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดชมวิว 103 สภาพเส้นทางบางช่วงสูงชัน ผู้ผ่านเข้าออกในพื้นที่ ต้องพกบัตรประชาชนไปแสดงด้วย เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแล ของกองทัพภาคที่ 3 บนดอยผาตั้งมีที่พัก สถานที่กางเต็นท์และร้านอาหาร สามารถไปเที่ยวได้ตลอดปี

ภูชี้ฟ้าภูชี้ฟ้า
เป็นจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากดอยผาตั้งลงมาทางทิศใต้ 20 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า บนยอดภูชี้ฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้างถึง 1 ตารางกิโลเมตร โดยมีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว มองเห็นหมู่บ้านลาวที่เรียกว่า เชียงตอง ยามเช้าในฤดูหนาวจะมีทะเลหมอกและอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงที่ดอกเสี้ยว หรือดอกชงโคป่าบานสะพรั่ง อยู่ทั่วไปบริเวณภูชี้ฟ้า การเดินทาง จากจังหวัดเชียงรายระยะทางประมาณ 108 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางเชียงราย-เทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร และจากเทิง-ปางค่า ระยะทาง 24 กิโลเมตร จากนั้นเป็นทางลูกรัง ถึงภูชี้ฟ้าระยะทาง 19 กิโลเมตร หรือใช้เส้นทาง1021 เทิง-เชียงคำ ระยะทาง 27 กิโลเมตร ก่อนถึงเชียงคำ 6 กิโลเมตร มีทางแยกไปวนอุทยานน้ำตก๓ซาง (1093) บ้านฮวก อีก 19 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อไปยังภูชี้ฟ้าอีก 30 กิโลเมตร (ควรใช้จิ๊ปหรือกะบะ) แล้วเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรกว่า จึงจะถึงจุดชมวิว ทางเดินเท้ามีสภาพสูงชันมาก นอกจากนี้จากสถานีขนส่งเชียงราย มีรถโดยสารไปยังภูชี้ฟ้า และดอยผาตั้ง รถออกเวลา 12.30 น. รายละเอียดติดต่อ บ. สหกิจ โทร. (053) 711654 ภูชี้ฟ้าเป็นพื้นที่ในความดูแลของกองทัพภาคที่ 3 มีบ้านพัก 40 หลัง มีห้องน้ำในตัว แต่ไม่มีเครื่องนอน ไฟฟ้า และร้านอาหาร นักท่องเที่ยวต้องเตรียมอุปกรณ์ของใช้ที่จำเป็นต่างๆ ไปเอง และมีสถานที่ตั้งแคมป์ด้วย

พระธาตุจอมแว่
ตั้งอยู่บนภูเขาจอมแว่ หมู่ที่ 2 ตำบลเมืองพาน 3 กิโลเมตร เป็นพระธาตุที่มีประชาชนชาวอำเภอพาน และอำเภอใกล้เคียงนับถือกันว่าเป็น พระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อถึงเดือน 8 เหนือ หรือเดือน 9 ใต้ ขึ้น 15 ค่ำ จะมีงานนมัสการองค์พระธาตุทุกปี

พระธาตุสามดวง
เป็นศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งใน อ.พาน ตั้งอยู่ในพื้นที่ระหว่างบ้านป่าหุ่ง หมู่ที่ 1 กับบ้านศาลาเหมืองหิน หมู่ที่ 11 ต. ป่าหุ่ง อ. พาน อยู่ห่างจากที่ทำการ อ. พาน ไปทางทิศตะวันตก ระยะทาง 12 กม. ภายในบริเวณวัดมีพระธาตุตั้งอยู่ 3 องค์ แต่ละองค์ตั้งห่างกันประมาณ 100-200 เมตร และตั้งอยู่บนเนินสูงลดหลั่นกันลงไป ตำนานเล่าว่า พระธาตุสามดวงนี้สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 1839 ต่อมาได้มีการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2476 โดยคณะศิษยานุศิษย์ของครูบาศีลธรรมกับครูบาไชยา เพื่อใช้เป็นที่อยู่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ ในบริเวณพระธาตุสามดวงจะมองเห็นทิวทัศน์ของตัว อ.พาน ได้อย่างสวยงาม

น้ำตกถ้ำผาโขงและถ้ำน้ำลอด

ตั้งอยู่ที่บ้านปางเกาะทราย หมู่ที่ 6 ตำบลป่าหุ่ง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอพานประมาณ 15 กิโลเมตร โดยผ่านหลังที่ว่าการอำเภอพานไปทางทิศตะวันตก มีน้ำไหลใสสะอาดตลอดปี

ถ้ำผายาว
ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 8 ตำบลม่วงคำ จากถนนพหลโยธิน สายอำเภอพาน-พะเยา มีทางแยกตรงบ้านม่วงคำไปประมาณ 5 กม. เป็นถ้ำใหญ่ ปากถ้ำกว้างถึง 20 เมตร ลึก 520 เมตร

อุทยานแห่งชาติดอยหลวง
มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอแม่สรวย อำเภอพาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง และอำเภอแม่ใจ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา มีเนื้อที่ประมาณ 1,170 ตารางกิโลเมตร หรือ 731,250 ไร่ สภาพภูมิประเทศเป็นเขาสูงทอดตัวแนวเหนือ-ใต้ มีดอยหลวงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้นและป่าเต็งรังปะปนกัน มีสัตว์ป่าและนกหลายชนิด การเดินทางใช้เส้นทางสายเชียงราย-พะเยา ไป 58 กิโลเมตร ถึงบ้านปูแกง บริเวณ กม. ที่ 77 เลี้ยวขวาอีก 9 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานฯ สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำการอุทยานฯได้แก่ น้ำตกปูแกง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย น้ำไหลจากภูเขาสูงสลับซับซ้อนก่อให้เกิดชั้นน้ำตกที่สวยงามถึง 9 ชั้น บริเวณน้ำตกมีการทับถมของหินปูนที่ปนมากับน้ำ ทำให้เกิดหินงอกหินย้อยมากมาย บริเวณน้ำตก อุทยานฯ มีสถานที่ตั้งแค้มป์และบริการเดินป่า สอบถาม โทร. 053-721683

เวียงกาหลง
กาหลง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเวียงป่าเป้าประมาณ 16 กิโลเมตร โดยแยกจากถนนสายเชียงราย-เชียงใหม่ บริเวณบ้านแม่เจดีย์ไปทาง อ.วังเหนือ ประมาณ 3 กิโลเมตร ในบริเวณเวียงกาหลงนี้มีซากเตา ทำเครื่องถ้วยชามอยู่หลายแห่ง เรียกกันว่า เตากาหลง ลักษณะของเตาก่อด้วยอิฐในพื้นที่ราบ เป็นรูปประทุนเหมือนกระดองเต่า ขนาดเล็กวัดได้กว้างราว 2 เมตร ยาว 3 เมตร ขนาดใหญ่กว้าง 4-5 เมตร ยาว 7-9 เมตร มีทางเข้าด้านหน้าทางเดียว

บ่อน้ำร้อนโป่งเทวี
ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ ถนนสายเชียงราย-เชียงใหม่ กม. ที่ 64-65 มีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ 2 บ่อ ในบริเวณมีชาวบ้านนำไข่มาขายเพื่อให้นักท่องเที่ยวทดสอบต้มในบ่อน้ำร้อน

อุทยานแห่งชาติขุนแจ
เดินทางไปตามเส้นทางสายเชียงใหม่-เชียงราย (ทางหลวงหมายเลข 118) จะถึงที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งตั้งอยู่ริมทางบริเวณ กม. ที่ 55-56 อุทยานแห่งชาติขุนแจตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2538 เป็นอุทยานที่มีความร่มรื่นของป่า มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย มีสัตว์ป่าหลายชนิด ได้แก่ ชะมด หมูป่า เก้ง เม่น หมี ลิงลม นกต่างๆ เช่น นกแซงแซวสีเทา เหยี่ยวรุ้ง นกตีทอง นกเขียวก้านทองปีกสีฟ้า เป็นต้น อุทยานมีสิ่งที่น่าสนใจ เช่น

น้ำตกแม่โถเป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดปี มีทั้งหมด 7 ชั้น สูง 40 เมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์จากที่ทำการอุทยานถึงทางขึ้นน้ำตก (บ้านแม่โถ) ใช้เวลา 30-40 นาที ต่อจากนั้นเดินเท้าไปยังน้ำตก ใช้เวลาชมน้ำตกทั้ง 7 ชั้น ประมาณ 2 ชั่วโมง

น้ำตกขุนแจ เป็นน้ำตกที่สวยงาม มีทั้งหมด 6 ชั้น บริเวณน้ำตกมีพื้นที่สำหรับปิคนิคและกางเต็นท์ ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์จากที่ทำการอุทยาน 2 ชั่วโมง จากนั้นเดินเท้าต่ออีก 1 ชั่วโมง เพื่อไปยังน้ำตก

ดอยมด มีความหนาแน่นของป่าดิบชื้นระหว่างทาง เดินขึ้นสู่ยอดดอยมด มีพืชขึ้นหลายชนิด เช่น กล้วยไม้ดิน เฟิร์น มอส และพืชอื่นๆ ร่มรื่นและชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา บนยอดดอยที่ระดับความสูง 1,700 เมตร มีป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ดอยมดสามารถเดินป่าได้โดยใช้เวลา 2 วัน 1 คืน

ดอยลังกา มีความสูง 2,000 เมตร สูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของอุทยานแห่งชาติ มีเส้นทางเดินป่าใช้เวลาเดินป่า 4 วัน 3 คืน

ผู้ประสงค์จะเดินทางท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ตามเส้นทางเดินป่า ซึ่งผ่านน้ำตกและยอดดอยต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยคนนำทาง และต้องเตรียมอุปกรณ์ สำหรับค้างแรมมาเอง โดยติดต่อทำหนังสือถึงอุทยานแห่งชาติขุนแจ ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า เชียงราย 57260 ล่วงหน้าเป็นเวลา 15 วันก่อนเดินทาง

วัดพระธาตุดอยทอง
ตั้งอยู่บนถนนอาจอำนวย หลังศาลากลางจังหวัด บนดอยจอมทองริมฝั่งแม่น้ำกก ตามตำนานเล่าว่าเป็นพระธาตุเก่าแก่ที่มีก่อนที่พ่อขุนเม็งรายจะทรงสร้างเมืองเชียงราย โดยเล่าว่าพระยาเรือนแก้ว ผู้ครองนครไชยนารายณ์ทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1483 สันนิษฐานว่า เมื่อพ่อขุนเม็งรายทรงพบชัยภูมิที่สร้างเมืองเชียงรายจากดอยจอมทองนั้น คงจะมีการบูรณะองค์พระธาตุใหม่พร้อมๆ กับการสร้างเมืองเชียงราย

พิพิธภัณฑ์อูบคำ
ตั้งอยู่เลขที่ 81/1 ถนนหน้าค่าย ตำบลรอบเวียง ติดกับตลาดสดเด่นห้า เป็นศูนย์อนุรักษ์มรดกล้ำค่า ของอาณาจักรล้านนาโบราณ ประกอบด้วยเครื่องใช้ราชสำนักล้านนา เครื่องใช้ราชสำนักคุ้มเจ้าแพร่ เครื่องใช้ราชสำนักคุ้มเจ้าเชียงใหม่ ผ้าโบราณอายุ 120 ปี เป็นซิ่นไหมคำจากราชสำนักมัณฑเลย์ และที่สำคัญไม่ควรพลาดชมคือ บัลลังค์กษัตริย์เป็นทองอร่าม อายุกว่า 200 ปี แสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต โดยมีอาจารย์จุลศักดิ์ สุริยไชยเป็นผู้รวบรวม ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 9.00 - 18.00 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท พิพิธภัณฑ์นี้เป็นความตั้งใจ ของผู้รวบรวมที่จะเก็บของมีค่า สมัยล้านนาที่ไม่ได้อยู่ในแผ่นดินไทย ให้กลับมาอยู่ในผืนแผ่นดินไทย และเก็บไว้ให้ลูกหลาน ได้ศึกษาถึงความเป็นมา และความยิ่งใหญ่ ของอาณาจักรล้านนาในอดีต ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร. (053) 713349

ลานทองวิลเลจ
ตั้งอยู่กิดลเมตรที่ 12 ของทางหลวงหมายเลข 1089 (แม่จัน - ท่าตอน) ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 36 กิโลเมตร มีเนื้อที่กว่า 400 ไร่ จัดเป็นหมู่บ้านทางวัฒนธรรม เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นหุบเขา และลำห้วยขุนน้ำแม่จัน มีอุทยานไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ ห้อมล้อมด้วยไร่ชา และสวนดอกท้อ มีกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจ ได้แก่ ขี่ช้าง นั่งเกวียน มีการแสดงของช้าง การสาธิตต่างๆ เช่น การทำเครื่องเงิน เครื่องจักสาน การทำกระดาษสา การปั่นฝ้าย ทอผ้า งานเย็บปักถักร้อยของชาวเขาเผ่าต่างๆ และสาธิตวิธีชงชาตามแบบฉบับของยูนนาน การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากประเทศไทย ลาว จีน (ตอนใต้) พม่า เวียดนาม และกัมพูชา การแสดงจะมีระหว่างเวลา 11.00 - 12.00 น. และ 14.00 - 15.00 น. เก็บค่าผ่านประตูรวมค่าเข้าชมการแสดง คนไทยคนละ 180 บาท ชาวต่างชาติคนละ 300 บาท และยังมีฆ้องชัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 5 เมตรให้ชมอีกด้วย เปิดให้เข้าชมทุวันตั้งแต่เวลา 08.00 - 18.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. (053) 772127 , 772135 กรุงเทพฯ 272 - 2521 -7

บ้านเทอดไทย
เดิมเรียกว่า "บ้านหินแตก" อยู่ห่างจากเชียงราย 66 กิโลเมตร ในปี พ.ศ.2511 ขุนส่าเคยเข้ามาใช้เป็นฐานที่มั่นในฐานะผู้นำกองทัพกู้ชาติไต "ขุน" เป็นคำที่ประชาชนในรัฐฉาน เรียกบุคคลที่ให้ความเคารพนับถือ แต่ชาวโลกรู้จักขุนส่าดีในชื่อ "ราชาเฮโลอีน" ระหว่างปี พ.ศ.2519 - 2525 ขุนส่าได้ใช้บ้านหินแตก เป็นฐานที่มั่นอย่างถาวร และกระทำการผิดกำหมาย จนทางรัฐบาลไทย ต้องใช้กำลังผลักดันให้ออกไป จากประเทศไทย คงทิ้งไว้แต่อดีตที่เหลืออยู่ เช่น บ้านพักที่ขุนส่าใช้เป็นศูนย์บัญชาการ นอกจากนี้บ้านเทอดไทย ยังเป็นที่อยู่ ของชุมชนชาวเขาหลายเผ่า ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในตลาดยามเช้า

อำเภอแม่สาย

อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 61 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 110 เป็นอำเภอเหนือสุด ของประเทศไทย ติดกับจังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่า โดยมีแม่น้ำแม่สายเป็นพรมแดน มีสะพานเชื่อมเมือง ทั้งสองเข้าด้วยกัน ทั้งชาวไทยและชาวพม่าเดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยเสรี สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย นิยมเดินทางไปยังท่าขี้เหล็กของพม่า เพื่อซื้อสินค้าพื้นเมืองและสินค้าราคาถูกอื่นๆ เช่น ตะกร้า เครื่องทองเหลือง สบู่พม่า สมุนไพร การข้ามไปท่าขี้เหล็ก นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทาง เข้าเขตประเทศพม่าได้ทุกวันระหว่างเวลา 06.30 - 18.30 น. โดยใช้บัตรประชาชนหรือบัตรอื่นๆ ที่ทางราชการออกให้ ค่าบริการคนละ 15 บาท สำหรับชาวต่างประเทศ 5 เหรียญสหรัฐ โดยนำหนังสือเดินทาง ไปติดต่อกับด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย

อำเภอเชียงแสน
เป็นอำเภอเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 59 กิโลเมตร โดยแยกจากทางหลวงหมายเลข 110 ที่อำเภอแม่จันไปตามทางหลวงหมายเลข 1016 ประมาณ 31 กิโลเมตร เชียงแสนเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เดิมชื่อ "เวียงหิรัญนครเงินยาง" แม้ปัจจุบันยังมีซากกำแพงเมืองโบราณ 2 ชั้น และโบราณสถานหลายแห่งปรากฎอยู่ทั้งในและนอกตัวเมือง

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงแสน
ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงแสน เป็นที่เก็บรวบรวม โบราณวัตถุที่ได้ จากบริเวณเมืองโบราณเชียงแสน และพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ลวดลายปูนปั้นฝีมือล้านนา พระพุทธรูปและศิลาจารึก จากเชียงแสนและจากจังหวัดพะเยา พร้อมทั้งให้ข้อมูลทางด้านวิชาการ เกี่ยวกับแหล่งโบราณคดี การตั้งถิ่นฐานของชุมชน และประวัติการสร้างเมืองเชียงแสน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงศิลปะพื้นบ้านของชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อและชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ เครื่องเขิน เครื่องประดับ เป็นต้น เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ ยกเว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่างเวลา 09.00 - 16.00 น. เก็บค่าเข้าชมชาวไทยคนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 30 บาท

อำเภอเชียงของ

อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 141 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายอำเภอเชียงแสน - เชียงของ ทางหลวงหมายเลข 1129 เป็นทางเลียบฝั่งโขง ห่างจากเชียงแสนประมาณ 55 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งคือ จากอำเภอแม่จัน ใช้เส้นทางแม่จัน - บ้านกิ่วพร้าว - บ้านแก่น (ทางหลวงหมายเลข 1098) บ้านแก่น - บ้านทุ่งงิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 1174) และบ้านทุ่งงิ้ว - เชียงของ รวมระยะทางจากเชียงรายประมาณ 137 กิโลเมตร ทางราดยางตลอดสาย

ท่าเรือบั๊ก
จุดผ่านแดนถาวรระหว่างไทย - ลาว ริมฝั่งแม่น้ำโขง มองเห็นทิวทัศน์ของเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถข้ามไปฝั่งลาวได้โดยติดต่อที่ว่าการอำเภอเชียงของ โดยเตรียมรูปถ่าย 1นิ้ว 2 รูป และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ชุด พร้อมเงินค่าธรรมเนียม 30 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศต้องขอวีซ่าจากสถานทูต (ด่านเปิดทุกวัน เวลา 06.30 - 18.30 น.) จากจุดนี้สามารถเดินทางท่องเที่ยวโดยทางเรือไปถึงหลวงพระบาง - เวียงจันทน์ สปป. ลาว และกลับเข้าประเทศไทยที่จังหวัดหนองคายได้

บ้านหาดบ้าย

ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางเชียงแสน - เชียงของ เป็นถนนเลียบริมแม่น้ำโขง เป็นหมู่บ้านของชาวไทยลื้อที่ม ีขนบธรรมเนียม ประเพณีอันงดงามน่าสนใจ โดยเฉพาะฝีมือการทอผ้าพื้นเมือง ที่มีชื่อเสียง จากอำเภอเชียงของ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือหางยาว ไปยังบ้านหาดบ้าย โดยขึ้นเรือที่ท่าเรือบั๊ก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และยังได้ชมทัศนียภาพสองฝั่งโขงอันสวยงามอีกด้วย

พระธาตจอมแว่

อยู่บนภูเขาจอมแว่ หมู่ที่ 2 ถนนจอมแว่ (สายเก่า) ตำบลเมืองพาน เป็นพระธาตุที่มีประชาชนชาวอำเภอพาน และอำเภอใกล้เคียงนับถือกันว่า เป็นพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อถึงเดือน 9 ขึ้น 15 ค่ำ จะมีงานนมัสการองค์พระธาตุทุกปี

บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ
อยู่ที่ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ ถนนสายเชียงราย - เชียงใหม่ กม.ที่ 64 - 65 มีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ 3 บ่อ บริเวณบ่อน้ำร้อนมีชาวบ้านนำไข่มาขาย เพื่อให้นักท่องเที่ยว ทดสอบต้มในบ่อน้ำร้อน

ด่านอำเภอเชียงแสน
ฝั่งตรงข้ามคือ ด่านเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ห่างจากอำเภอเมืองเชียงราย 60 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่บริเวณท่าเรือ หน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน เป็นจุดเดินทางท่องเที่ยว ตามลำน้ำโขงโยทางเรือไปถึงเชียงรุ้ง สิบสิงปันนาตอนใต้

ด่านอำเภอเชียงของ

ฝั่งตรงข้ามคือด่านเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ห่างจากอำเภอเมืองเชียงราย 114 กิโลเมตร ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือบั๊ค เป็นจุดข้ามไปท่องเที่ยวเมืองห้วยทราย และเดินทางตามลำน้ำโขงโดยทางเรือ ไปถึงหลวงพระบางและเวียงจันทน์ สปป.ลาว แล้วกลับเข้าประเทศไทย ที่จังหวัดหนองคาย (เรือเร็วออกเดินทางช่วงเช้า นั่งได้ 5 คนๆละ 800 บาท ใช้เวลา 5 ชั่วโมง เรือสินค้าออกเดินทางช่วงบ่ายคนละ 300 บาท ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน)

ด่านอำเภอแม่สาย

ฝั่งตรงข้ามคือ ด่านท่าขี้เหล็ก สหภาพพม่า ห่างจากอำเภอเมืองเชียงราย 60 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง ตั้งอยู่เชิงสะพานข้ามแดนไทย-พม่า เป็นตลาดชายแดนไทย-พม่า และเป็นจุดเดินทางท่องเที่ยว ไปเชียงตุงได้โดยทางรถยนต์

ดอยมด
มีความหนาแน่นของป่าดิบชื้น ระหว่างทางเดินขึ้นสู่ยอดดอยมด มีพืชขึ้นหลายชนิด เช่น กล้วยไม้ดิน เฟิร์น มอส และพืชอื่นๆ ร่มรื่นและชุ่มชื้นอยู่ตลอด บนยอดดอยที่ระดับความสูง 1,700 เมตร มีป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ดอยมดสามารถเดินป่าได้โดยใช้เวลา 2 วัน 1 คืน

ดอยลังกา

มีความสูง 2,000 เมตร สูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย ทำให้มองเห็นทิวทัศน์อันงดงาม ของอุทยานแห่งชาติ มีเส้นทางเดินป่าใช้เวลาเดินป่า 4 วัน 3 คืน

วัดอรัญญิก

ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน อยู่ห่างจากกำแพงเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร บนถนนพญาเสือ ซึ่งแยกจากถนนเอกาทศรถ เป็นวัดที่สร้างในสมัยสุโขทัย สำหรับวงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี วัดนี้มีคูน้ำล้อมรอบตามคติสมัยสุโขทัย ถมเป็นเนินสำหรับวิหาร ด้านหลังวิหารมีเจดีย์ใหญ่ ทรงลังกาเป็นเจดีย์ประธาน และมีเจดีย์บริวารสี่องค์ แต่ปัจจุบันผุพังไปมาก

วัดร่องขุ่นวัดร่องขุ่น
อยู่ที่บ้านร่องขุ่นกม.ที่ 817-818 ทางขวามือ ก่อนจะถึงตัวเมือง ๑๒ กม. โดยมีอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชั้นแนวหน้าของประเทศไทย เป็นผู้ออกแบบทั้งหมด โดยได้ทรัพย์สินส่วนตัว ของตัวอาจารย์เฉลิมชัยเอง บวกกับพื้นที่บริจาคประมาณ 7 ไร่เศษ ของคุณวันชัย วิชญชาคร และเงินบริจาค ของผู้ที่มีจิตศรัทธา
ลักษณะเด่นของวัดคือพระอุโบสถที่ประดับตกแต่งด้วยสีขาวเป็นพื้น ประดับด้วยกระจกบนปูนปั้นเป็นลายไทย โดยเฉพาะเหนืออุโบสถที่ประดับด้วยสัตว์ในเทพนิยาย เป็นรูปกึ่งช้างกึ่งวิหคเชิดงวงชูงา ดูงดงามแปลกตาน่าสนใจมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถก็
เป็นฝีมือภาพเขียนของอาจารย์เอง

`๏่’ เชียงราย - Chiangrai `๏่’

`๏่’ เชียงราย - Chiangrai `๏่’
การเดินทางทางรถยนต์
สามารถเดินทางเป็นวงรอบได้โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 11 จากอำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ผ่านตากฟ้า-วัง ทอง-พิษณุโลก-อุตรดิตถ์-เด่นชัย-แพร่-ร้องกวาง แยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 103 ไปอำเภองาว แยกขวาเข้าทาง หลวงหมายเลข 1 ผ่านพะเยาไปจังหวัดเชียงราย รวมระยะทางประมาณ 785 กิโลเมตร ขากลับใช้เส้นทาง เชียงราย-เชียงใหม่ ผ่านอำเภอแม่สรวย-เวียงป่าเป้า-แม่ขะจาน-ดอนสะเก็ด ทิวทัศน์สองข้างทางเป็นป่าเขาสวยงาม เมื่อเดินทางมาถึงเชียงใหม่แล้วจะมีทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านลำพูนมาลำปาง บรรจบกับทางหลวงหมายเลข 1 เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ได้


`๏่’ เชียงราย - Chiangrai `๏่’
การเดินทางทางรถโดยสาร
มีรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศของ บ.ข.ส. และของเอกชน ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ ถนน กำแพงเพชร 2 ไปเชียงรายทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สถานีขนส่งสาย เหนือ ถ.กำแพงเพชร 2 โทร. 936-3660, 936-3666


`๏่’ เชียงราย - Chiangrai `๏่’
การเดินทางทางรถไฟ
จากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ โดยสารรถไฟไปลงที่จังหวัดลำปางหรือเชียงใหม่ แล้วเดินทางต่อโดยรถยนต์ไป จังหวัดเชียงราย สอบถามรายละเอียดได้ที่หน่วยบริการเดินทางสถานีรถไฟกรุงเทพฯ โทร. 223-7010, 223-7020


`๏่’ เชียงราย - Chiangrai `๏่’
การเดินทางทางเครื่องบิน
บริษัท การบินไทย มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปเชียงราย และเที่ยวบินไป-กลับ ระหว่างเชียงราย-เชียงใหม่ ทุกวัน สอบถามรายละเอียด โทร. 1566 สำรองที่นั่ง โทร. 280-0060, 628-2000 สำนักงานเชียงราย โทร. (053) 711179, 715207 สำนักงานเชียงใหม่ โทร. (053) 210043-5, 211044

 
ภาคเหนือ

ภาคกลาง


ภาคอีสาน

ภาคตะวันออก

ภาคตะวันตก
Lakkai Cyber Network | ลักไก่ดอทคอม | ลักไก่ทัวร์ | จิ๊บจ๊อย | สยามไอยราทราเวล
CopyRight © 2002 Lakkai Cyber, All rights reserved.