ลักไก่ทัวร์
หน้าแรกลักไก่ทัวร์
โปรแกรมทัวร์
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ท่องทะเลไทย
เทศกาลทั่วไทย
บันทึกนักเดินทาง
บันทึกเปื้อนฝุ่น
ดอยสูง ภูสวย
โปสการ์ดท่องเที่ยว
พระธาตุประจำปีเกิด
โรงแรม รีสอร์ท
แผนที่ประเทศไทย
อุทยานแห่งชาติ
อุทยานประวัติศาสตร์
วนอุทยาน
unseen I
unseen II
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
  
กิจกรรม
Tips for Trip
ประเทศเพื่อนบ้าน
กัมพูชา
ลาว
เวียดนาม
พม่า
มาเลเซีย
  
ห้ามคลิก !
จ้างให้ก็คลิกไม่โดน
ไม่เชื่อก็ลองดู
 
ขอขอบคุณ
การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย และอนุสาร อสท. ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลต่างๆครับ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 
 
 

งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 งานมหกรรมระดับโลก ครั้งแรกในไทย

งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 หรือ งานพืชสวนโลก กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 – 31 มกราคม 2550นี้ ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง ต.แม่เหียะ จ.เชียงใหม่ บนพื้นที่ 470 ไร่ เป็นงานที่รวมสุดยอดความมหัศจรรย์แห่งพรรณไม้ในพื้นที่เขตร้อนชื้นที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้ที่มีความหลากหลายมากที่สุด ของพรรณไม้กว่า 2,200 ชนิด มากกว่า 2.5 ล้านต้น ยังเป็นการประกาศศักยภาพการผลิตพืชผลทางการเกษตรของไทย ด้านพรรณไม้ดอกไม้ประดับ ไม้สมุนไพร พืชสวนครัว ไม้แปลกหายาก และ พืชผลทางการเกษตร สู่เวทีตลาดการค้าโลก จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี 2549 และฉลองพระชนมายุ 80 พรรษา เพื่อแสดงศักยภาพในการเพาะปลูกพันธุ์ไม้เขตร้อนและนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการเกษตรของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพรรณไม้เขตร้อนทั่วโลก และเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กระตุ้นภาคเศรษฐกิจ สังคม และพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการเกษตร ภายใต้ Theme ของงาน “เพื่อนำความรักสู่มนุษยชาติ” (To Express the Love for Humanity)

การจัดงานสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ได้รับการรับรองในการจัดงาน ในระดับ A1 อย่างเป็นทางการ จาก สำนักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Exposition - BIE) สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (Association of Horticulture Producers - AIPH) และ ภายใต้การสนับสนุนจาก สมาพันธ์ดอกไม้โลก (World Flower Council - WFC) และสมาคมพืชสวนนานาชาติ (International Society for Horticultural Science - ISHS) ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพในการจัดงานของประเทศไทยทุกด้าน โดยเฉพาะความพร้อมในด้านขนาดพื้นที่ ระยะเวลาการจัดงาน สาระของการนำเสนอในระดับสากล และความหลากหลายของพืชพรรณไม้ที่นำมาจัดแสดงภายในงานประกอบด้วยไฮไลท์หลัก 7 ส่วน ได้แก่

  1. หอคำหลวง (Royal Pavilion) คือ พื้นที่จัดแสดงส่วนกลางที่โดดเด่นที่สุดของงาน ตั้งอยู่บนเนินดิน เนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางเมตร บริเวณถนนทางเข้าตกแต่งด้วยซุ้มเฉลิมพระเกียรติฯ 30 ซุ้ม แต่ละซุ้มมีกรอบภาพพระบรมฉายาลักษณ์สี่ด้านติดกัน นำเสนอพระราชกรณียกิจและพระบรมราโชวาท ขนาบด้วยต้นราชพฤกษ์ตลอดสองข้างทาง ส่วนตัวอาคารเป็นเรือนไม้ครึ่งตึก 2ชั้น ที่มีความสง่างามสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนา “หอคำหลวง” ใช้ในการจัดแสดงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ชั้นบนของหอคำหลวง ที่ผนังทั้ง 3 ด้าน ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังภาพวาด พระราชกรณียกิจในการเยี่ยมราษฏร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่อยู่ในใจของพสกนิกรตลอด 60 ปี ที่ทรงครองราชสมบัติ เป็นภาพที่สร้างสรรใหม่ลงรักปิดทองแบบไทยกำมะลอ ประกอบด้วยฉากหลังเป็นภาพป่าของประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวความคิดการจัดงานราชพฤกษ์ พร้อมทั้งจัดแสดงภาพพระราชจริยวัตร ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระเยาว์ และจัดทำปฏิมากรรมพร้อมฐานที่ควรค่าแก่การเคารพบูชา เป็นสัญลักษณ์ของต้นไม้แห่งทศพิธราชธรรม ซึ่งในเบื้องต้นนี้จะใช้ชื่อว่า “ต้นบรมโพธิสมภาร” มีใบไม้ 21,915 ใบ เท่ากับจำนวนวันที่ทรงครองราชย์ตลอดระยะเวลา 60 ปี โดยจัดทำเป็นอักษรนูนต่ำ ที่มีข้อความเป็นภาษาบาลีเกี่ยวกับเรื่องทศพิธราชธรรม เพื่อใช้เป็นที่สำหรับให้ประชาชนมาสักการะ

    บริเวณชั้นล่างของหอคำหลวง แสดงนิทรรศการศิลปกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และซุ้มเฉลิมพระเกียรติฯ ประกอบด้วย “นิทรรศการ 6 ทศวรรษ กษัตริย์นักพัฒนา” ที่ฉายภาพพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงตรัสไว้ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” และภาพประกอบภาพเหตุการณ์ขณะทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมตราสัญลักษณ์การฉลองสิริราชครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตรและความเป็นกษัตริย์นักพัฒนาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจัดแบ่งพื้นที่ภายในห้องนิทรรศการหลักออกเป็น 9 โซน ดังนี้

    โซน 1. บทนำ “ธ ทรงมุ่งหวังที่จะเห็นความผาสุขของประชาชนชาวสยาม” เป็นการแสดงภาพการเสด็จเยี่ยมราษฎรในท้องที่ต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เป็นภาพแห่งความทรงจำที่ประทับใจ เป็นต้น

    โซน 2. “จากจิตรลดาสู่พสกนิกร” นำเสนอพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในส่วนของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ได้แก่ ป่าไม้สาธิต นาข้าวทดลอง ปลานิลปลาหมอเทศ โรงโคนม ไบโอดีเซล สาหร่ายเกลียวทอง ผลิตภัณฑ์จากหนังปลานิล เป็นต้น

    โซน 3. “น้ำพระทัยอาทรชาวสยาม” นำเสนอเรื่อง น้ำ การจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โครงการฝายชะลอความชุ่มชื้น และ พระราชดำริให้จัดทำฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภาวะแห้งแล้ง โครงการกังหันชัยพัฒนาสำหรับเรื่องของขจัดน้ำเสีย การแก้ปัญหาการเกิดน้ำท่วมภายใต้โครงการแก้มลิง เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำ ซึ่งสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้ราษฎรได้เป็นอย่างมาก

    โซน 4. “พืชผลผลิตงามด้วยดินดี” พระราชดำริเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดินโดยไม่ลอกหน้าดิน และยังทรงสร้างรูปแบบระบบอนุรักษ์ดินในพื้นที่พรุ โดยใช้วิธีการ แกล้งดิน และปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้นำ หญ้าแฝก มาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เปรียบเสมือนกำแพงที่มีชีวิตในการอนุรักษ์ และคืนธรรมชาติสู่แผ่นดิน รวมทั้งปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นด้วย

    โซน 5. “ปลูกป่าไม้เพื่อชีวีสำนึกดีในใจคน” พระราชทานพระราชดำริหลายประการ คือ ปลูกป่า ๓ อย่าง แต่ประโยชน์ ๔ อย่าง ปลูกป่าเปียก การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก การปลูกป่าในที่สูง และ การปลูกป่าในใจ รวมถึงโครงการฝายชะลอความชุ่มชื้นที่เอื้อผลประโยชน์ที่ดีต่อกันของธรรมชาติ กับธรรมชาติอีกด้วย

    โซน 6. “ขจัดต้นสิ่งเสพติด เพื่อชีวิตราษฎร” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของราษฎร โดยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขา ทรงพระกรุณาให้จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น และช่วยขจัดปัญหาเรื่องยาเสพติด โดยปลูกพืชที่เป็นประโยชน์ทดแทนฝิ่น ให้ความรู้เรื่องถางป่าและปลูกโดยไม่ถูกต้อง รวมทั้งรักษาป่ารักษาดินให้เป็นประโยชน์ต่อไปและยั่งยืน และเรื่องราวเกี่ยวกับสวนสองแสน สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป

    โซน 7. “เพิ่มศักยภาพเกษตรกรด้วยการศึกษา” แนวพระราชดำริให้ตั้งศูนย์การศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 6 แห่ง โดยทำหน้าที่เสมือน “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” เพื่อทำการทดลอง วิจัยแสวงหาวิธีการแก้ปัญหา และแนวทางการพัฒนา เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น

    โซน 8. “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และทฤษฎีใหม่ นำมาสู่ผลผลิตแห่งความสำเร็จ ในส่วนนี้เปรียบเสมือนบทสรุปของโครงการทั้งหมดที่กล่าวไว้ในส่วนจัดแสดง ซึ่งนำเสนอบทสรุปของเนื้อหาทั้งหมดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกร และทรงงานมาโดยตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชสมบัติ เป็นเวลา 60 ปี และการเดินตามรอยพระราชดำรัสปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงตรัสไว้สำหรับประชาชนทุกคน เพื่อประโยชน์สุขและชีวิตที่พอเพียงสำหรับประชาชนทุกกลุ่มชนชั้น

    โซน 9. นิทรรศการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จัดทำให้ออกมาในรูปแบบของวิดีทัศน์ บทสัมภาษณ์ของประชาชนทุกกลุ่มชนชั้น ที่นำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จนนำพาซึ่งความสำเร็จในชีวิตที่ดีขึ้น

  2. สวนเฉลิมพระเกียรติ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ นิทรรศการสวนนานาชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่การจัดแสดงสวนของประเทศต่างๆ ในนามของประมุข รัฐบาล และประชาชนของประเทศนั้นๆ การจัดสวนของแต่ละประเทศแสดงถึงความงดงามทางวัฒนธรรม และความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ โดยขณะนี้มีประเทศที่ตอบรับเข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ 32 ประเทศจาก 5 ทวีปทั่วโลก คือ ทวีปเอเชีย (13 ประเทศ) ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเชีย กัมพูชา ลาว อินโดนีเชีย อินเดีย เนปาล ภูฏาน ปากีสถาน จีน และบรูไน ทวีปยุโรป (5 ประเทศ) ได้แก่ ตุรกี สเปน เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ บัลกาเรีย ทวีปแอฟริกา (9 ประเทศ) ได้แก่ มอริเตเนีย เคนย่า ไนจีเรีย กาบอง ซูดาน โมร็อกโก ตูนิเซีย แอฟริกาใต้ และบุรุนดี (ประเทศล่าสุด) ตะวันออกกลาง (3 ประเทศ) ได้แก่ กาตาร์ อิหร่าน และเยเมน ทวีปอเมริกา (2ประเทศ) ได้แก่ ตรินิแดดแอนด์โตเบโก และ แคนาดา โดยในส่วนของนานาชาติ เข้าร่วมการจัดสวนนอกอาคาร (Outdoor Garden) มี 24 ประเทศ 25 สวน ได้แก่ประเทศเบลเยี่ยม ภูฏาน บังกาเรีย กัมพูชา จีน กาบอง อินเดีย อินโดนีเซีย อิหร่าน ญี่ปุ่น เคนยา ลาว มาเลเซีย มอริเตเนีย โมร็อกโก เนปาล เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน กาตาร์ สเปญ ซูดาน ตุรกี เวียดนาม และแอฟริกาใต้ นิทรรศการพรรณไม้ถาวร(Indoor garden) จัดแสดงตลอดทั้ง 92 วัน มี 7 ประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น เคนยา ตุรกี บูรไน ไนจีเรีย ตูนิเซีย และเยเมน และนิทรรศการหมุนเวียน 6 สัปดาห์ (Indoor Exhibition) มี 13 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย อิหร่าน มาเลเซีย มอริเตเนีย โมร็อคโก เนปาล ซูดาน แคนาดา เกาหลีใต้ ไนจีเรีย เยเมน ตรินิแดดแอนด์โตเบโก และบุรุนดี

    ส่วนที่ 2 คือ สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ประเภทองค์กร ได้แก่ สวนเฉลิมพระเกียรติฯ จากองค์กรต่างๆในประเทศ ทั้งภาครัฐ และเอกชน เป็นการนำทฤษฎีการเกษตรของในหลวง มาเป็นแนวคิดการจัดสวน อาทิ ทฤษฎีหญ้าแฝกรักษาการยึดตัวของดิน และทฤษฎีการเกษตรแบบพอเพียง เป็นต้น เพื่อให้สวนที่จัดขึ้นเป็นแหล่งความรู้ให้กับเกษตรกร และประชาชนชาวไทย ได้น้อมนำทฤษฎีในหลวงไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

    องค์กรยืนยันตอบรับเข้าร่วมจัดสวน 22 องค์กร แบ่งเป็น 8 หน่วยงานราชการ/จังหวัด
    3 รัฐวิสาหกิจ 3 ธนาคาร และ 8 บริษัทเอกชน
    8 หน่วยงานราชการ/จังหวัด
    1. กรุงเทพมหานคร 1,600 ตร.ม.
      แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง พลังงานพอใช้
         
    2. จังหวัดราชบุรี 1,600 ตร.ม.
      แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง
         
    3. จังหวัดฉะเชิงเทรา 600 ตร.ม
      แนวคิด ศูนย์การศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน
         
    4. จังหวัดเชียงใหม่ 800 ตร.ม.
      แนวคิด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
         
    5. เทศบาลนครเชียงใหม่ 400 ตร.ม.
      แนวคิด การอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น
         
    6. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1,600 ตร.ม.
      แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง, ภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน
         
    7. องค์การสวนพฤกษศาสตร์ 1,600 ตร.ม.
      แนวคิดสวนรวมพรรณไม้ไทยเทิดไท้มหาราชา
         
    8. โครงการหลวง 4,434.48 ตร.ม.
      แนวคิด การกำจัดการปลูกฝิ่นการพัฒนาความเป็นอยู่ ของชาวเขา
    และการอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและจัด แสดงพระราชกรณียกิจ
         
    3 ธนาคาร
    1. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 918 ตร.ม.
      แนวคิด ทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง
         
    2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 947 ตร.ม.
      แนวคิด การทำนาแบบขั้นบันได ฝายต้นน้ำลำธาร
         
    3. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 400 ตร.ม.
      แนวคิด ทฤษฎีบำบัดน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติ
         
    3 รัฐวิสาหกิจ
    1. การท่าเรือแห่งประเทศไทย 1,600 ตร.ม.
      แนวคิด ภูมิพลมหาราชเฉลิมราชย์ 60 ปี
         
    2. การประปานครหลวง 400 ตร.ม.
      แนวคิด สายธารพระเมตตา สู่การประปานครหลวง
         
    3. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 400 ตร.ม.
      แนวคิด สวนน้ำพระทัย แนวทฤษฎี ฝายน้ำลำธาร การอนุรักษ์ดิน น้ำ ป่าไม้
         
    บริษัทเอกชน
    1. บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด 1,600 ตร.ม.
      แนวคิด ไบโอดีเซล
         
    2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 1,600 ตร.ม.
      แนวคิด ปลูกป่า หญ้าแฝก
         
    3. บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด 3,200 ตร.ม.
      แนวคิด โครงการเกษตรผสมผสานตาม
    แนวพระราชดำริ
         
    4. บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) 1,187 ตร.ม.
      แนวคิด “สื่อสายน้ำ สื่อพระราชหฤทัย”
    แนวทฤษฎี น้ำคือชีวิต
         
    5. บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 1,600 ตร.ม.
      แนวคิด ไบโอดีเซล
         
    6. บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 1,600ตร.ม.
      แนวคิด “ใต้ร่วมพระบารมี” แนวทฤษฎี ฝนหลวง
         
    7. บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด 3,100 ตร.ม.
      แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง
         
    8. บริษัท ปราณ เดอ สยาม จำกัด 1,240 ตร.ม.
      อยู่ระหว่างสรุปรูปแบบ
       
  3. นิทรรศการในอาคารและการประกวด
    (อาคารศูนย์การเรียนรู้(Indoor Exhibition))

    จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ เทคโนโลยี และการประกวดพรรณไม้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ นิทรรศการถาวร (Indoor garden) เป็นนิทรรศการแสดงพรรณไม้ถาวร 92 วัน ในอาคาร และนิทรรศการแสดงพรรณไม้ชั่วคราว มี 2 อาคาร เป็นส่วนการจัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้สลับหมุนเวียนกันไม่ซ้ำกัน ตลอดทั้ง 6 สัปดาห์ ได้แก่
    สัปดาห์ที่ 1 วันที่ 1 – 12 พ.ย. 49
    เป็นนิทรรศการดอกไม้นานาชาติ โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงถึงตำนานวิวัฒนาการการพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกนานาชาติในประเทศ ส่วนแสดงดอกไม้เฉลิมพระเกียรติ การสาธิตการใช้ประโยชน์จากดอกไม้ และการจำลองโขลงช้างหลวงทำด้วยดอกไม้สด
    สัปดาห์ที่ 2 วันที่ 10-16 พ.ย. 49
    เป็นนิทรรศการอลังการจักรวาลดอกไม้ โดยสมาพันธ์ดอกไม้โลก (WFC) แสดงศิลปะการจัดดอกไม้ชั้นสูงจากนักจัดดอกไม้ชื่อดังทั่วโลก ภายใต้แนวคิด“อลังการจักรวาลดอกไม้”โดยนำเสนอรูปแบบการจัดดอกไม้ และบรรยากาศที่แตกต่างของ4ฤดูกาลและเขาวงกตซึ่งประดิษฐ์จากดอกไม้นานาพันธุ์จากทั่วโลก
    สัปดาห์ที่ 3 วันที่ 17 – 27 พ.ย. 49
    เป็นนิทรรศการไม้น้ำและบัว โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯลาดกระบังและกรมประมง นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างบัว ไม้น้ำและวิถีชีวิตไทยและพิธีกรรมทางศาสนา ศูนย์รวมบัวพันธุ์ไทยและไม้น้ำที่หลากหลายที่สุด อาทิ บัวดอกจิ๋ว บัวดอกใหญ่ที่สุด บัวกลิ่นหอมที่สุด รวมถึงตู้ปลาขนาดใหญ่ที่จำลองธรรมชาตินิเวศน์ของปลาและไม้น้ำ
    สัปดาห์ที่ 4 วันที่ 1 – 11 ธ.ค.49
    เป็นนิทรรศการพรรณไม้แปลกหายากและพันธุ์ใหม่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร นิทรรศการที่รวบรวมพรรณไม้แปลกและหายากที่มีอยู่ในประเทศไทยรวมถึงไม้พันธุ์ใหม่ที่ได้มีการคิดค้นขึ้น และการจัดส่วนแสดงพืชที่มีชื่อพระราชทานและพืชมงคล นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมการโหวตพืชแปลกที่แสดงในงาน
    สัปดาห์ที่ 5 วันที่ 29 ธ.ค. 49 - 7 ม.ค. 50
    เป็นนิทรรศการผักและผลไม้ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรแสดงความหลากหลายทางชีวภาพของผักและผลไม้ การแสดงบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก การแสดงแปรรูปผลิตภัณฑ์และเครื่องมือทางการเกษตร
    สัปดาห์ที่ 6 วันที่ 20 – 31 ม.ค. 50
    เป็นนิทรรศการไม้ใบกระถาง โดยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นการที่จัดจำลองป่าฝนเขตร้อน ตกแต่งด้วยประเภทพรรณไม้ครบครันพร้อมภาพวาดฝาผนังเพื่อสร้างบรรยากาศโซนสาระประกอบด้วยการสาธิตการจัดสวนถาด การปลูกบอนไซและส่วนแสดงไม้ใบที่ชนะการประกวด

  4. นิทรรศการและประกวดกล้วยไม้ (Orchid Pavilion)
    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมมือกับสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยและสมาคม/ชมรมกล้วยไม้ต่างๆ รวมถึงหน่ายงานราชการ สถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง จัดสร้าง Orchid Pavilion ขึ้น เพื่อจัดแสดงนิทรรศการและประกวดกล้วยไม้ บนพื้นที่ 4 ไร่ ภายใต้แนวคิด “Orchids of the World” เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการจัดแสดงนิทรรศการและการประกวดกล้วยไม้ที่ยิ่งใหญ่ และมีระยะเวลาการจัดงานที่ยาวนานที่สุดถึง 92 วัน มีกล้วยไม้จากทั่วทุกมุมโลกไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ลูกผสม รวมทั้งกล้วยไม้แปลก ใหม่ และหายาก มาจัดแสดงถึง 10,000 พันธุ์ รวมกว่า 50,000 ต้น นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานจะได้พบกับ Orchid Park สวนป่ากล้วยไม้เลียบแบบธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยได้ในงานนี้ด้วย และเนื่องจากการจัดแสดงกล้วยไม้ครั้งนี้เป็นการจัดแสดงที่มีระยะเวลายาวนานที่สุดของไทย ผู้จัดจะมีกิจกรรมจัดแสดงและประกวดกล้วยไม้หมุนเวียนกันไปเพื่อให้ผู้ชมได้พบความแปลกใหม่และมีความสวยงามทุกวันตลอดระยะเวลาจัดงาน

    สำหรับการประกวดกล้วยไม้ จะมีการประกวดสวนหย่อมกล้วยไม้เลียนแบบธรรมชาติและสวนแบบสร้างสรรค์ นำกล้วยไม้มาใช้ประโยชน์ ตกแต่งเป็นสวนหย่อมที่สวยงามตามจินตนาการที่แตกต่างกันออกไป และการประกวดกล้วยไม้กระถาง กล้วยไม้ตัดดอกประเภทต่างๆ โดยจะมีการประกวดและตัดสินกันทุกสัปดาห์ตลอดงาน โดย Orchid Pavilion นี้จะเป็นศูนย์เรียนรู้กล้วยไม้เมืองร้อนที่สมบูรณ์ที่สุด

  5. สวนพรรณไม้เขตร้อนชื้น(Fruit Hub)
    เป็นพื้นที่จัดแสดงพันธุ์ไม้เขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลาย และใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยจำนวนพันธุ์ไม้มากกว่า 2,200 ชนิด รวมแล้วกว่า 2.5 ล้านต้น มาจัดแสดง เช่น ไม้ผล ผัก ไม้ทะเลทราย ไม้ในวรรณคดี ไม้พุทธประวัติ ไม้ในร่ม ไม้เลื้อย ไม้หอม ไม้ประจำจังหวัด ไม้สะสม (กล้วยไม้, โป๊ยเซียน, โกสน, บอนไซ เป็นต้น) และไม้ประจำจังหวัด76จังหวัด โดยจัดแสดงสวนประเทศไทยย่อสวน พร้อมนำต้นไม้ประจำจังหวัดปลูกลงไปบนแผนที่จำลอง นอกจากนี้ สวนพรรณไม้เขตร้อนยังเป็นพื้นที่จัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นไทยในการแสดงสวนพันธุ์ไม้ท้องถิ่นของแต่ละภาคของประเทศ ตลอดจนไม้มงคลที่สะท้อนความเป็นชุมชนบนวิถีความเป็นไทยเพื่อสื่อถึงภูมิปัญญาและการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมตามภูมิภาคนั้น
  6. ส่วนการแสดงพิเศษ
    • สวนสมุนไพร จัดแสดงวิถีชีวิต วัฒนธรรม สังคม สมุรไพรของชาวเขา โดยจัดแสดงผ่านการจัดสวนเพื่อแสดงถึง ความหลากหลายของต้นสมุนไพร
    • การแสดงศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีทั้งในและต่างประเทศ เป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆได้แสดงถึงวัฒนธรรม ประเพณีอันงดงามเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ในช่วงระยะเวลา 92 วันของการจัดงาน ซึ่งการแสดงต่างๆ นั้นจะเกิดขึ้นใน 4 บริเวณ ได้แก่ เวทีใหญ่ (Main Amphitheatre) เวทีในสวน (Mini Amphitheatre) เรือนไทย 4 ภาค (Thai Regional Houses) ถนนหน้าหอคำหลวง

      ในส่วนของการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากต่างประเทศได้มีการตอบรับเข้าร่วมแสดงทั้งในส่วนของ สัปดาห์การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการเฉลิมฉลองวันชาติของแต่ละประเทศ ซึ่งอยู่ในช่วงของการจัดงาน โดยขณะนี้มี 12 ประเทศที่เข้าร่วมแสดง ได้แก่ บังคลาเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มอริเตเนีย เนปาล ไนจีเรีย สเปน ลาว แอฟริกาใต้ ซูดาน และเยเมน โดยประเทศสเปนได้เตรียมนำระบำฟลามิงโกอันเลื่องชื่อและงดงามมาแสดง และเปิดสาธิตระบำฟลามิงโกให้กับผู้สนใจภายในสวนของเสปน พร้อมทั้งจัดขบวนพาเหรดประจำชาติในงาน เป็นต้น ในประเทศ ขณะนี้ตอบรับยืนยันการเข้าร่วมแล้ว 37 จังหวัด ส่ง 91 การแสดง เช่น ระบำชุดไทยพระราชนิยม ระบำต้นวรเชษฐ์ ไทยทรงดำ พัสตราภรณ์ สาครบุรี การแสดงโปงลางแคนใหญ่ ราชพฤกษ์...แสนงาม...นามชลบุรี และ ฟ้อนศรีโคตรบูรณ์ เป็นต้น

    • เรือนไทย 4 ภาคและอาคารชานพักเรือนไทย ลักษณะโดยรวมของอาคารเป็นเรือนหมู่เครื่องสับ (เรือนไม้) และมีเรือนเครื่องผูก (ใช้ไม้ไผ่และวัสดุในท้องถิ่น) โดยเนื้อหาของการจัดแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม การตั้งถิ่นฐาน ขนบธรรมเนียม ประเพณี งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมดนตรี นาฏศิลป์ การละเล่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยเน้นไปที่เนื้อหาเกี่ยวกับการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรมของประชาชน ทั้ง 4 ภาคในประเทศไทย ประกอบด้วย หมู่เรือนภาคเหนือ หมู่เรือนภาคอีสาน หมู่เรือนภาคกลางและภาคตะวันออก หมู่เรือนภาคใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงวัฒนธรรม
    • ศูนย์การเรียนรู้โลกแมลง (Bug World) เป็นโลกแมลงเต็มรูปแบบในห้องปฏิบัติการมีชีวิตขนาดใหญ่ ด้วยแนวคิด “แมลงมีค่าล้ำ นำธรรมชาติสมดุล” ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ โซน Living จะจัดแสดงแมลงมีชีวิต ในโดมขนาดกว้าง 11 เมตร ยาว 15 เมตรและสูง 4 เมตร โดยสร้างเป็นกรงคลุมต้นไม้ โดยจำลองสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด โซน Non-Living เป็นส่วนแสดงสต๊าฟแมลงหายากและนิทรรศการภาพแมลงชนิดต่างๆ ภายในอาคาร มีการแสดงวิวัฒนาการ วงจรชีวิต วิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมในระบบนิเวศน์ของสัตว์ชนิดนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการแสดงแมลงที่หาชมได้ยากและมีความแปลก เช่น ผีเสื้อนางละเวง ที่มีความสวยงามมีขนาดใหญ่มากและมีเพียงตัวเดียวเท่านั้น ในส่วนนี้ยังจัดแสดงแมลงมีพิษ ที่เป็นอันตราย เช่น ผึ้ง หรือ ต่อหัวเสือ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงนิทรรศการให้ความรู้ เช่น แผนผังวงจรชีวิตของแมลงแต่ละชนิด ว่าจัดกลุ่มในจำพวกเดียวกับแมลงชนิดไหน ใกล้ชิดกับพันธุ์ใด แมงกับแมลงแตกต่างกันอย่างไร
    • กลุ่มอาคารเรือนกระจก เป็นอาคารเรือนกระจกควบคุมอุณหภูมิที่จัดแสดงด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ทันสมัยและนำเสนอเทคโนโลยีที่มีการคิดค้นขึ้นเอง แบ่งเป็น
      o กลุ่มอาคารเรือนกระจกควบคุมอุณหภูมิปกติ (อาคารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ) จัดแสดงเทคโนโลยีการปลูกพืชไม่ใช้ดิน

      o อาคารเรือนกระจกไม่ควบคุมอุณหภูมิ จัดแสดงพันธ์พืชเขตร้อน หรือ พืชทะเลทราย รวมถึงกลุ่มไม้ทนแล้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ

      o อาคารเรือนกระจกควบคุมความเย็น จัดแสดงพันธุ์ไม้เมืองหนาว เช่น ผัก ไม้ผล ไม้ดอกและไม้ประดับ

      o อาคารเรือนกระจกทรงสูง(รูปโดม) จัดแสดงพันธ์ไม้เขตร้อนชื้น ไม้แปลกและไม้หายาก ชนิดต่างๆ รวมไปถึงความหลากหลายทางชีวภาพด้านพืชพรรณของประเทศไทย นำเสนอแบบ Multi Stories
    • หอความรู้ (หอเกียรติยศ) เป็นอาคารสดุดีบุคคลหรือองค์ที่มีส่วนพัฒนาพืชสวนไทยให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ โดยมีวัตถุประสงค์แสดงความเป็นหนึ่งด้านพืชสวนในด้านศักยภาพพืชสวนไทย ในระดับนานานาชาติและเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวนของบุคคทั่วไป โดยเสนอความโดดเด่นของพืชสวนที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ เน้นการพัฒนาพันธุ์เทคโนโลยีการผลิต และองค์ประกอบที่สนับสนุนอื่นๆ ที่เป็นที่มาของการยอมรับและทิศทางของอนาคต รวมไปถึงพรรณไม้แปลกหายากจากทั่วโลก
  7. การจัดประชุมวิชาการนานาชาติและสัมมนาเชิงปฏิบัติการนานาชาติ
    นอกจากจะเป็นการจัดแสดงพันธุ์ไม้เขตร้อนที่ดีที่สุดในโลกงานหนึ่งแล้วยังได้จัดการเผยแพร่ความรู้วิชาการด้านพืชสวนเขตร้อน และเทคโนโลยีทางการเกษตรที่นักวิชาการของไทยมีความรู้ความสามารถในระดับนานาชาติ แบ่งเป็นการทางวิชาการออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ การประชุมวิชาการนานาชาติ และการประชุมวิชาการภายในประเทศ
    • การประชุมวิชาการนานาชาติ จะแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ เช่น การประชุมไม้ผลเขตร้อนและกึ่งร้อนนานาชาติ การประชุมไม้ดอกไม้ประดับ และการประชุมเกี่ยวกับสมุนไพรและพืชหอมนานาชาติโดยรูปแบบการประชุมจะจัดทำในลักษณะการประชุมวิชาการเชิงปฏิบัติการ (Workshop) อาทิเช่น การประชุมพืชสวนแห่งชาติครั้งที่ 6, International Workshop on Tropical and Sub-tropical Fruit โดย DOA-ISHS PCG and TOT of ASEAN GAP of Fruit and Vegetables , International Symposium on Marketing of Horticultural Products แนวโน้มการผลิตและการตลาดกาแฟในอนาคต , International Workshop on Ornamental Plants , International Workshop on Medicinal and Aromatic Plants
    • การประชุมวิชาการในประเทศ จะจัดทำในหัวข้อหลักๆ เช่น การประชุมเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ ส้ม ลำไย ไฮโดรโพนิคส์ (การปลูกพืชไร้ดิน) การอารักขาพืช การอนุบาลพืช และการพัฒนาบัว

    คาดว่าผลจากการประชุมร่วมกันในครั้งนี้จะก่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาด้านพันธุ์ไม้และการเกษตรอื่นๆต่อไป โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรเขตร้อนซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในระดับโลกว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนี้

    งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติ ราชพฤกษ์ 2549 กำหนดจัดขึ้นระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2549 – 31 มกราคม 2550 ณ ตำบลแม่เหียะ จ.เชียงใหม่ รวม 92 วัน ซึ่งการเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ “ราชพฤกษ์ 2549” เป็นการจัดงานมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นงานประวัติศาสตร์ของประเทศและอยู่ภายใต้กรอบการจัดงานที่กำหนดโดยสมาคมพืชสวนนานาชาติและสำนักงานมหกรรมโลก โดยมีนโยบายที่จะให้พื้นที่จัดงานเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเชียงใหม่ และเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านพืชสวนของประเทศภายหลังการจัดงานจบสิ้นลง ส่งผลให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหลายด้าน อาทิ ด้านการส่งออก ภาพลักษณ์ของประเทศด้านพืชสวน และด้านการท่องเที่ยว

    ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานจากประชาชนชาวไทยและต่างประเทศไม่น้อยกว่า 2 ล้านคนตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 เดือนหรือ เฉลี่ย 20,000 คน/วัน คาดว่านักท่องเที่ยวจะเพิ่มวันพักเฉลี่ยจากเดิม 4 วันเป็น 5 วันซึ่งจะสร้างรายได้ให้ประเทศไทยเพิ่มขึ้น 2,876 ล้านบาท และจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมาเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเพื่อเข้ามาชมงานจะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยเพิ่มขึ้น 15,535 ล้านบาท และคาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ประมาณ 18,411 ล้านบาท ไม่รวมรายได้ต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นระหว่างเตรียมงานและมูลค่าการส่งออกที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากงานเสร็จสิ้น

ข้อมูลพื้นที่สำหรับการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม
1. เวทีใหญ่ (Main Amphitheatre)
ลักษณะเวที: เวทีกลางแจ้ง รูปครึ่งวงกลม มีผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่ คลุมเวที พื้นปูน ผิวขัดหยาบ
ขนาด: กว้าง 22.5 ม. ลึก 14 ม. ยกพื้น 1.1 ม.
ความจุผู้ชม: 1,000 ที่นั่ง จุสูงสุดประมาณ 1,500 คน
วันเวลาจัดการแสดง: จัดการแสดงเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ วันละ 1 รอบ เวลา 15.30-17.00 น.
แนวทางการแสดง: การแสดงมหรสพ ที่มีรอบการจัดแสดง เช่น การแสดงโขน การบรรเลงคอนเสิร์ต
   
2. เวทีในสวน (Mini Amphitheatre)
ลักษณะเวที: เวทีรูปวงกลม กลางแจ้ง พื้นปูน ผิวขัดหยาบ
ขนาด: เส้นผ่าศูนย์กลาง 4.6 ม. ยกพื้น 1.1 ม.
ความจุผู้ชม: 500 ที่นั่ง
วันเวลาจัดการแสดง: จัดการแสดงทุกวัน วันละ 2 รอบ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. และ 15.00 น.
แนวทางการแสดง: เป็นเวทีการแสดงดนตรีในสวน ที่นำเสนอดนตรีหลากหลายรูปแบบ
: เป็นวงดนตรีเล็กๆ สำหรับเป็นจุดพักผ่อนสำหรับผู้เข้าชมงาน
: เป็นเวทีการแสงพื้นบ้าน ที่มีผู้แสดงไม่เกิน 15 คน
   
3. เรือนไทย 4 ภาค (Thai Regional Houses)
ลักษณะเวที : บ้านทรงไทย 4 หลัง ตามลักษณะเอกลักษณ์แต่ละภาค ได้แก่
เรือนไทยภาคเหนือ เรือนไทยภาคกลางและตะวันออก
เรือนไทยภาคตะวันออกเฉีบงเหนือ และเรือนไทยภาคใต้
ความจุผู้ชม : 30 คน
วันเวลาจัดการแสดง: จัดการแสดงทุกวัน หมุนเวียนตลอดทั้งวัน
แนวทางการแสดง: เป็นส่วนการแสดงและสาธิตวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมของแต่ละภาค
: การแสดงการละเล่นพื้นเมือง และวัฒนธรรมพื้นบ้านที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต
   
4.ถนนหน้าหอคำหลวง
ลักษณะเวที: ถนนเส้นตรง ต้นถนนมีพื้นที่วงกลม ลักษณะคล้ายปรอท
และตลอดสองข้างทางจะปลูกต้นราชพฤกษ์ตลอดแนว
ขนาด: กว้าง 10 ม. ยาว 70 ม.
วันเวลาจัดการแสดง: จัดการจัดการแสดงทุกวัน หมุนเวียนตลอดทั้งวัน
แนวทางการแสดง: ส่วนแสดงศิลปะร่วมสมัย อาทิ การวาดภาพเหมือนงานปฏิมากรรม
มีศิลปินแสดงผลงานทางศิลปะ โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้ามีส่วนร่วม เช่น วาดภาพและระบายสี ปั้น แกะสลัก เครื่องปั้นดินเผา การประกวดวาดภาพ ซึ่งถ้าผู้เข้าชมงานสนใจชิ้นงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้วสามารถซื้อได้ในราคา ย่อมเยาว์

บัตรเข้าชมงาน ราคา 30 – 200 บาท ซื้อล่วงหน้าได้รับส่วนลดทันที 50%
เด็กสูงต่ำกว่า 100 เซนติเมตร เข้าฟรี!

มี 4 แบบ 8 ราคา เริ่มจำหน่ายประมาณ เดือน สิงหาคม (จะมีการแถลงข่าวอีกครั้งหนึ่ง)
ราคานี้ สำหรับซื้อบัตรล่วงหน้า
แบบเข้าชมงานครั้งเดียว: เด็ก/ผู้พิการ/ผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป 50 บาท ผู้ใหญ่ 100 บาท
         
แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง: เด็ก/ผู้พิการ/ผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป 200 บาท ผู้ใหญ่ 400 บาท
         
แบบกลุ่ม 15 คนขึ้นไป: เด็ก/ผู้พิการ/ผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป 30 บาท ผู้ใหญ่ 70 บาท

อัตราบัตรค่าเข้าชมงานสำหรับชาวต่างชาติเท่ากับอัตราบัตรเข้าชมงานสำหรับชาวไทย

เวลาเปิด-ปิด : เปิดให้เข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 9.00 – 20.00 น.
   
ระยะเวลาจัดงาน 3 เดือน (92 วัน) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 – 31 มกราคม 2550
   
สถานที่ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
   
การเดินทาง จากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ถึง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
จากสนามบินเชียงใหม่สู่พื้นที่จัดงาน ต.แม่เหียะ
ระยะทางประมาณ 9-10 กม.
จากตัวเมืองเชียงใหม่ สู่ สถานที่จัดงาน ใช้เวลาประมาณ 15 นาท
(อยู่ระหว่างประสานงานจุดจอดรถบริเวณด้านนอกพื้นที่จัดงานเพื่อจัดบริการ Shuttle Bus เข้าสู่งาน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: Call Center 02686 7272 หรือ ที่เว็บไซต์ http://www.royalfloraexpo.com/
สำนักงานผู้บริหารงานปฏิบัติการ กิจกรรม และ ประชาสัมพันธ์
 
 
Lakkai Cyber Network | ลักไก่ดอทคอม | ลักไก่ทัวร์ | จิ๊บจ๊อย | สยามไอยราทราเวล
CopyRight © 2002 Lakkai Cyber, All rights reserved.